xs
xsm
sm
md
lg

ครั้งแรกของประเทศไทย! นักวิทยาศาสตร์ไทยเตรียมส่งแบคทีเรียจากปะการังไทยสู่สถานีอวกาศนานาชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



National Geographic Society สนับสนุนงานวิจัยจากทะเลแสมสารจ.ชลบุรี สู่อวกาศ หวังไขความลับการปรับตัวของจุลินทรีย์ในสภาวะสุดขั้ว เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังในอนาคต 
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ไทย เมื่อตัวอย่างชีวภาพจากประเทศไทย ซึ่งเก็บโดยนักวิทยาศาสตร์ไทย เตรียมถูกส่งขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) เป็นครั้งแรก ภายใต้โครงการวิจัยระดับนานาชาติ L³: Little Living Lab ที่ได้รับการสนับสนุน จาก National Geographic Society โดยมีกำหนดส่งตัวอย่างขึ้นสู่อวกาศในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2570
ความพิเศษของภารกิจครั้งนี้คือ ตัวอย่างชีวภาพจากประเทศไทยไม่ได้มาจากห้องปฏิบัติการทั่วไป แต่มีจุดเริ่มต้นจากระบบนิเวศแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักวิจัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินงานศึกษาวิจัยด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังมาอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือตัวอย่างที่จะเดินทางสู่อวกาศ คือแบคทีเรียในสกุล Pseudoalteromonasซึ่งแยกได้จากปะการังไทย โดยคณะนักวิจัยจะศึกษาว่า จุลินทรีย์ดังกล่าวมีการตอบสนองและปรับตัวอย่างไรเมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมสุดขั้วบนสถานีอวกาศนานาชาติ ทั้งสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำและรังสีในอวกาศ 
โครงการวิจัยนี้นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และอาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสำรวจ National Geographic (National Geographic Explorer) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูแนวปะการังของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ศ.ดร. สุชนา อธิบายว่า ปะการังไม่ได้ดำรงชีวิต เพียงลำพังแต่มีจุลินทรีย์จำนวนมากอาศัยอยู่ร่วมกัน จุลินทรีย์เหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับสุขภาพ และการทำงานของระบบนิเวศปะการัง การศึกษาความสามารถในการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้แนวปะการัง สามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

“แม้แนวปะการังจะเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่แต่อนาคตของปะการังอาจขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก อย่างจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน การศึกษาว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ตอบสนองต่อสภาวะสุดขั้วอย่างไร อาจช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาแนวทางเสริมความทนทานของปะการังในอนาคต” ศ.ดร. สุชนา กล่าว 
สถานีอวกาศนานาชาติเป็นสภาพแวดล้อมพิเศษที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการตอบสนองของสิ่งมีชีวิตภายใต้สภาวะที่แตกต่างจากบนโลก โดยเฉพาะสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำและปัจจัยจาก สภาพแวดล้อมในอวกาศ  การทดลองครั้งนี้จะมุ่งศึกษาลักษณะการตอบสนองของแบคทีเรีย เช่น การเติบโต การสร้างไบโอฟิล์ม การสร้างสารสีและการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการรับมือกับความเครียด จากสิ่งแวดล้อม นักวิจัยจะนำข้อมูลจากการทดลองมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับตัวอย่างควบคุมบนโลก เพื่อทำความเข้าใจว่า จุลินทรีย์มีการตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างไร และถ้าแบคทีเรียมีความทนทานเพิ่มขึ้น  จะสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูปะการัง ทำให้ปะการังทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นหรือไม่ 
โครงการ L³: Little Living Lab เป็นความร่วมมือที่ได้รับการสนับสนุนจาก National Geographic Society ร่วมกับ Brinson Exploration Hub แห่ง California Institute of Technology (Caltech) โดยมีนักสำรวจ National Geographic จำนวน 3 คนจากประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และแซมเบีย เข้าร่วมโครงการ นักวิจัยทั้งสามประเทศจะส่งจุลินทรีย์จากระบบนิเวศที่แตกต่างกันขึ้นไปศึกษาบนสถานี อวกาศนานาชาติ โดยมีแผนดำเนินการทดลองเป็นเวลาประมาณ 50 วัน สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์ไทยในการนำทรัพยากรชีวภาพและ
องค์ความรู้จากระบบนิเวศท้องถิ่นเข้าสู่การวิจัยระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุลชีววิทยา และเทคโนโลยีอวกาศเข้าด้วยกัน 
แม้ภารกิจครั้งนี้จะนำตัวอย่างจุลินทรีย์เดินทางไกลจากทะเลไทยขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ แต่เป้าหมายสำคัญของงานวิจัยยังคงอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้เพื่อปกป้องระบบนิเวศบนโลก ศ.ดร.สุชนา กล่าวว่า “จุดหมายที่แท้จริงของงานวิจัยนี้อยู่ที่โลกของเราหากความรู้ที่ได้จากการทดลองใน วงโคจรอวกาศช่วยให้เราปกป้องระบบนิเวศปะการังได้ดียิ่งขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่าการสำรวจที่ก้าวพ้นโลกออกไปสามารถช่วยให้เราดูแลโลกซึ่งเป็นบ้านของเราได้เช่นกัน”
โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไทยในระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงโอกาสในการเชื่อมโยงการสำรวจอวกาศเข้ากับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการอนุรักษ์แนวปะการังที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร