เมืองไทย 360 องศา
บางทีก็น่าแปลกใจเหมือนกันสำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงรัฐบาลภายใต้การนำของเขา ทั้งที่บางเรื่องหรือบางนโยบาย หากประกาศและลงมือทำอย่างจริงจังก็น่าจะ “ได้แต้ม” หรือได้คะแนนนิยมกลับคืนมา แต่กลายเป็นว่า ผลออกมาส่อไปในทางตรงกันข้าม เหมือนกับชาวบ้านไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าจะ “ทำจริง” หรือจะเป็นแบบลูบหน้าปะจมูก
เหมือนกับก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน พร้อมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี” บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังและไม่ใช่การสั่งการ แต่ถือเป็นการดำเนินการร่วมกัน
สำหรับแนวทางการดำเนินการ จะเน้น 3 มาตรการ คือ จัดการบุคคลต่างชาติที่ประกอบธุรกิจ โดยไม่สุจริตหรือกระทำผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี การตรวจสอบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากพบการกระทำผิด และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว จะขยายผลตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนชื่อ หรือใช้บุคคลอื่นถือครองแทนเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย
นายกฯ กล่าวต่อว่าการทำงานจะเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานด้านการสอบสวน การบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บภาษี การจดทะเบียนธุรกิจ และการตรวจคนเข้าเมือง โดยตรวจสอบให้ถึงผู้มีอำนาจควบคุม และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงแหล่งเงินทุน เส้นทางการเงิน และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิด ไม่จำกัดเฉพาะผู้มีชื่อในเอกสาร
“แม้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิดบางคนจะมีอิทธิพล หรืออำนาจ แต่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากพบการกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ทั้งผู้ประกอบการ หรือผู้มีตำแหน่งในหน่วยงานใด รัฐบาลจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการตรวจสอบ ยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมรับประกันความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่ หากมีผู้ข่มขู่หรือทำอันตรายเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเช่นกัน”
ขณะเดียวกัน เขายังย้ำว่า ไม่ได้จำกัดเฉพาะปัญหานอมินีและการถือครองที่ดินผิดกฎหมาย แต่ยังครอบคลุมถึงปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกหน่วยงานให้บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าผู้กระทำผิดจะไม่สามารถใช้อิทธิพลหรือช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
คำประกาศดังกล่าวย่อมฟังดู “ขึงขัง” ในบรรยากาศเอาจริงเอาจัง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ที่ผ่านมาหากย้อนกลับไปพิจารณาถึงนโยบายสำคัญ รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า “วาระแห่งชาติ” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เคยประกาศออกมาให้ได้ยินมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตอนช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ในช่วงที่มีเรื่องราวอื้อฉาวเกี่ยวกับ “แก๊งหลอกลวงออนไลน์” ข้ามชาติ หรือ สแกมเมอร์ ในตอนนั้นหากจำกันได้ มีการกวาดล้างกันครั้งใหญ่
แต่ขณะเดียวกัน หากย้อนทวนความจำ เมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เคยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน คือ “นายหลิว จงอี้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคง เดินทางมาไทย และมีการเข้าพบกับหน่วยงานความมั่นคงของไทยแทบทุกหน่วยงาน ทั้งรัฐบาล กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมไปถึงยังได้ได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย ที่ติดกับประเทศเพื่อบ้าน หลังจากนั้นก็มีการกวาดล้าง “แก๊งสแกมเมอร์” กันล็อตใหญ่ มีการชี้เป้าระดับหัวหน้าที่เป็นชาวจีน มีการจับกุม และนำขึ้นเครื่องบินกลับไปดำเนินคดีที่จีน จนเป็นข่าวครึกโครมในตอนนั้น
และที่ลืมไม่ลงก็คือ ในตอนนั้นเป็นรัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูแลด้านความมั่นคง ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในตอนนั้นในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ “มท.1” เขาแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย ทุกอย่างดำเนินการด้วยความเชื่องช้า และที่สำคัญ สังคมแทบจะไม่มีความจดจำหรือมีข้อสั่งการอะไรที่โดดเด่น ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงกับ “ฝ่ายปกครอง” ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอในพื้นที่ตามแนวชายแดน
หรือหากต่อเนื่องกันมาจนถึงรัฐบาล “อนุทินสอง” ในตอนแรกๆ ก็เคยมีการประกาศ “วาระแห่งชาติ”ในเรื่องแบบนี้มาแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยจดจำเรื่องนี้ได้เลย ทั้งที่เรื่องแบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถทำให้รัฐบาล “โกยแต้ม” ได้ไม่น้อยทีเดียว แต่กลายเป็นว่า ทุกอย่างไปเรื่อยๆ เรียงๆ ทางหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้ดำเนินการจริงจัง หรือไม่ก็เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว เกิดรายการ “ลูบหน้าปะจมูก”
หรือคำว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” อะไรนั่น ที่เป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี มันไม่มีจริง หรือปฏิบัติไม่ได้จริง ความน่าเชื่อถือ ความจดจำจากสังคม จึงยังไม่เคยเกิดขึ้น
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างนอมินี” โดยขีดเส้นให้เห็นผลภายในเดือนธันวาคม ทุกอย่างก็ยังไม่มีความสนใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “คนสั่งเครดิตไม่เต็มร้อย” คนไม่ค่อยเชื่อถือว่าจะทำได้จริง เพราะเรื่องทำนองนี้ที่กลายเป็นเรื่อง “อื้อฉาว” ล้วนมาจากคนในพรรค คนใกล้ตัว หรือแม้แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลนั่นแหละ !!


