xs
xsm
sm
md
lg

ปชน.ชี้ ภาษีดิจิทัล 1.6 หมื่น ล. สะท้อนพลังข้อมูลอุดช่องว่าง-ขยายฐานภาษี เสนอ 5 แผนต่อยอดสู้ทุนข้ามชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ภาวุธ” ชี้ ภาษีดิจิทัล 1.6 หมื่น ล. สะท้อนพลังข้อมูลอุดช่องว่าง-ขยายฐานภาษี เสนอ 5 แผนต่อยอด หนุน SME เข้าถึงทุน-ทบทวนเกณฑ์ VAT-คุมมาตรฐานสินค้านำเข้า จี้รัฐจัดซื้อเทคโนโลยีไทย เปิดข้อมูลตลาดเพิ่มโอกาสธุรกิจไทยสู้ทุนข้ามชาติ

วันนี้ (21 ต.ค.) นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน แถลงถึงการจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจดิจิทัลได้กว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมเสนอรัฐบาลดำเนินการ 5 ด้าน เพื่อนำข้อมูลภาษีมาต่อยอดแหล่งทุน ลดอุปสรรคผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

นายภาวุธ กล่าวว่า จากข้อมูลที่แถลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์สูงถึง 300,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่กรมสรรพากรเริ่มใช้ฐานข้อมูลและกลไกกฎหมายจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจออนไลน์อย่างเป็นระบบ ช่วยอุดช่องว่างและขยายฐานภาษี แทนการพึ่งพาผู้เสียภาษีในระบบเดิมเพียงอย่างเดียว

สำหรับกลไกสำคัญในการจัดเก็บภาษี มี 3 ส่วน ได้แก่ การให้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท ส่งข้อมูลรายรับของผู้ค้าให้กรมสรรพากร ประกอบกับข้อมูลตามกฎหมาย e-Payment ช่วยนำผู้ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่เคยเสียภาษีเข้าสู่ระบบมากกว่า 56,000 ราย สร้างรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และขยายผลไปถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่การค้า

ส่วนที่สอง คือ ภาษีบริการดิจิทัลต่างชาติ ทั้งการนำส่งโดยแพลตฟอร์มผ่านระบบ e-Service และผู้ประกอบการไทยนำส่งแทนผ่านแบบ ภ.พ.36 ซึ่งนายภาวุธระบุว่า รวมกันสร้างรายได้ประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีแพลตฟอร์มต่างชาติเข้าระบบแล้วกว่า 262 ราย

ส่วนที่สามคือ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมช่วยลดความเสียเปรียบของผู้ประกอบการไทย และทำให้รัฐมีข้อมูลสินค้านำเข้ามากขึ้น

นายภาวุธเสนอให้รัฐบาลต่อยอดการจัดเก็บภาษีดิจิทัลผ่าน 5 แนวทาง ดังนี้
1. รัฐควรเปลี่ยนข้อมูลภาษีเป็นโอกาสเข้าถึงทุน ผ่านแนวคิด Digital Business Passport โดยให้กรมสรรพากรประสานธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงิน เปิดทางให้ SME ที่เข้าสู่ระบบภาษีถูกต้อง ใช้ข้อมูลรายรับจากแพลตฟอร์มประกอบการประเมินเครดิตเพื่อขอสินเชื่อ

2. ให้กระทรวงการคลังศึกษาการขยับเพดานรายรับสำหรับการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 1.8 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาท เพื่อลดอุปสรรคการเติบโตของธุรกิจ พร้อมพิจารณาทางเลือกภาษีเหมาจ่ายอัตราร้อยละ 0.5-1 หักผ่านแพลตฟอร์ม จูงใจผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ

3. สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเชื่อมข้อมูลแพลตฟอร์มกับกรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อตรวจมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เข้มงวดเช่นเดียวกับสินค้าไทย พร้อมผลักดัน VAT at Checkout ให้แพลตฟอร์มจัดเก็บภาษีเมื่อลูกค้าชำระเงินและนำส่งรัฐ

4. ใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสนับสนุนเทคโนโลยีไทย โดยให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและกรมบัญชีกลางเปิดบัญชีจัดซื้อบริการดิจิทัลจากบริษัทไทยที่ผ่าน NIA หรือ DEPA ลดเงื่อนไขจัดซื้อที่เอื้อบริษัทต่างชาติ และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ไทยที่พร้อมใช้งานแล้ว

5. นำข้อมูลที่รัฐจัดเก็บมาจัดทำเป็นข้อมูลเปิดแบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อให้ SME เห็นแนวโน้มตลาดและหมวดสินค้าที่มีความต้องการ สามารถนำไปวางแผนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายภาวุธ ย้ำว่า การใช้ข้อมูลจัดการตลาดสีเทาและแพลตฟอร์มข้ามชาติช่วยขยายฐานภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัฐควรนำข้อมูลดังกล่าวกลับมาสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งด้านเงินทุน โอกาสทางตลาด และการแข่งขันกับทุนข้ามชาติ