วันนี้(20 ต.ค.)กรณีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.ออกมาเคลื่อนไหวจะสอสอบถามและดำเนินคดีกับสำนักงานป.ป.ช. กรณีสำนวนกล่าวหาอดีตรองผบ.ตร.ปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯและสำนวนร่วมกันตกแต่งบัญชีทรัพย์สินฯและสร้างเอกสารเท็จของอดีตรองผบ.ตร.กับพวกไปปรากฏตามที่สื่อมวลชนรายงานเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
อดีตรองผบ.ตร.ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในเรื่องคดี โดยระบุว่า ตนเป็นคู่ขัดแย้งกับประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบัน สำนวนข้างต้นปปช.รับฟังจากตำรวจนายหนึ่งที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแต่มีข้อขัดแย้งกับตน และตนยังไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีข้างต้นนั้น พบว่าวันที่
9เมษายน2567บก.ปปป.ส่งสำนวน1420หน้า ให้ประธานปปช. ดำเนินการไต่สวนตามสำนวนที่บก.ปปป. เสนอ(พรป.ปปช.ระบุว่า การไต่สวนและชี้มูลของปปช.ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีและอาจขยายเวลาได้อีกหนึ่งปี )
โดยหลักฐานข้างต้นในสำนวน1420หน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจยึดฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในช่วงที่มีการตรวจค้นบ้านพักของอดีตรองผบ.ตร.ซอยวิภาวดีรังสิต60 และจุดอื่นๆทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2566 เพราะมีข้อมูลว่าตำรวจและะพลเรือนจำนวนหนึ่งที่ใกล้ชิดอดีตรองผบ.ตร.พัวพันและรับเงินเว็บพนันออนไลน์วงเงินนับพันล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนข้อขัดแย้งงระหว่างอดีตรองผบ.ตร.กับนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานปปช.ตามที่อดีตรองผบ.ตร.กล่าวอ้างนั้น พบว่า ที่ผ่านมาอดีตรองผบ.ตร.ล่ารายชื่อประชาชนกว่า20,000 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ยื่นผ่านประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อตรวจสอบและถอดถอนประธานป.ป.ช. จากการกล่าวหาของอดีตรองผบ.ตร.ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม/ร่ำรวยผิดปกติ/ทุจริตต่อหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและะประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เปิดเผยว่า ช่วงนั้นอดีตรองผบ.ตร.ประสานมา2-3ครั้งว่าขอถอนคำร้องดังกล่าว แต่นายวันมูหะมัดนอร์ยืนยันว่า ถอนไม่ได้และคำร้องถอดถอนประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายวันมูหะมัดนอร์ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นพิจารณา และแสวงหาข้อเท็จจริง พบว่าเรื่องที่อดีตรองผบ.ตร.ร้องเรียน เคยร้องเรียนไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว และถูกตีตกไป เมื่อตรวจสอบครบถ้วน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยที่จะส่งไปศาลฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่าอดีตรองผบ.ตร.ลักลอบบันทึกคลิปการสนทนาระหว่างประธานปปช.กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วนำไปเผยแพร่ จนทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ตำหนิอดีตรองผบ.ตร.ที่กระทำแบบนี้ว่า “โจ๊กเป็นคนพามา และจัดการทั้งหมด ไม่นึกว่าจะกล้าอัดเทป แล้วปฏิเสธแบบหน้าด้านๆ ยิ่งพูดยิ่งเสีย ตอนแรกปฏิเสธ บอกว่าไม่ได้มา ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่แล้วก็บอกว่ามาจริง มาแล้วมาอัดเทปอีก”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รวมถึงกรณีที่อดีตรองผบ.ตร.ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการตุลาการ ศาลปกครอง (ก.ศป.) เรียกร้องให้ดำเนินการทางวินัยและจริยธรรมกับนายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด และนายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งขอให้ประธานศาลปกครองสูงสุด ขอให้ถอนตัวจากการพิจารณาคดี โดยอ้างถึง คลิปเสียงในวงสนทนาอันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีของอดีตรองผบ.ตร.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีข้างต้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ศักดิ์และนายอนุวัฒน์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยอ้างว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่ตนฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และช่วงก่อนหน้านี้ อดีตรองผบ.ตร.ไลฟ์สดในกรณีนี้และอธิบายคลิปเสียงมติ 3:2 และอ้างว่ามีบุคคลในศาลปกครองนำคลิปเสียงดังกล่าวมาให้
โดยคำฟ้องของอดีตรองผบ.ตร.ระบุว่ามีการปรากฏคลิปเสียงที่ตุลาการศาลปกครองคุยกันในลักษณะสั่งการให้ "ล้มคดี" เพื่อไม่ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับคืนสู่ตำแหน่งรองผบ.ตร. จากนั้นวันที่9มกราคม2569 ศาลตัดสินยกฟ้อง เพราะศาลเห็นว่าคำฟ้องยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าวได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาวันที่15กรกฎาคม2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.67/2569 ยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดยขอให้ศาลระงับผลบังคับของคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราว ระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีหลัก โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ส่งผลให้คำสั่งไล่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.)มีมติช่วงกลางเดือนกรกฎาคม2569 พิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีการแต่งตั้งกรรมการกรณีที่มีการกล่าวหาว่า อดีตตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดนำความลับและแอบอัดคลิปเสียงในการประชุมองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยให้สอบสวนอดีตตุลาการฯรายหนึ่งว่า นำความลับและคลิปเสียงที่แอบอัดไปให้กับอดีตนายพลตำรวจรายหนึ่งว่ากระทำจริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ
พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ แจ้งความให้ดำเนินคดีกับอดีตรองผบ.ตร.นายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐที่1เเละ2 สำนักงานปปช.กับพวก ในคดีที่อดีตรองผบ.ตร.สั่งให้พ.ต.อ.ภาคภูมินำทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ไปมอบให้นายเอกวิทย์ วัชชะวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนันออนไลน์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
โดยพ.ต.อ.ภาคภูมิบันทึกคลิปภาพการส่งมอบทองคำให้นายเอกวิทย์ไว้เป็นหลักฐาน และจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยคลิปเสียงสนทนาระหว่างพ.ต.อ.ภาคภูมิกับนายสมบัติ และคลิปเสีงสนทนาระหว่างอดีตรองผบ.ตร.กับนายเอ็ดเวิร์ดในกรณีสินบนทองคำ246บาท ซึ่งคดีดังกล่าวมีคณะผู้ไต่สวนอิสระ แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกาเข้ามาดำเนินการตรวจสอบและส่งสำนวนตามขั้นตอนกฎหมายกับอดีตรองผบ.ตร.นายสมบัติ นายเอกวิทย์และนายสุรสิทธิ์ แพเกิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รวมถึงกรณีวันที่ 16มิถุนายน 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาว่านางขนิษฐา เลิศบรรเจิดวงศ์ (ดร.นิด) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ประกอบมาตรา 83 คือขโมยข้อสอบหลักสูตรปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาให้อดีตรองผบ.ตร. โดยดร.นิดรับสารภาพและศาลตัดสิน สั่งจำคุกดร.นิดหกเดือนโดยไม่รอลงอาญา


