xs
xsm
sm
md
lg

"ศิริโชค" กังขา “ไอเดียร์” อ้างสามีขายหุ้นเว็บพนัน ชี้พิรุธหลายจุด จี้เปิดหลักฐาน-ตรวจเส้นเงิน 200 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ศิริโชค โสภา” ตั้งข้อสงสัยกรณี “สุชาดา” หรือไอเดียร์ อ้างสามีขายหุ้น 1.47% ในบริษัทเว็บพนันแล้ว ชี้บริษัทมีกำไรและจ่ายปันผลสูง แต่กลับขายหุ้นหลังทราบผลประกอบการ จี้ตรวจหลักฐานจาก BVI และเส้นเงินซื้อขายราว 200 ล้านบาท ย้ำยังไม่เชื่อจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน


วันนี้(20 ต.ค.) นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ถึงกรณี น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่านายไท่หยาง จาง สามี ได้ขายหุ้นสัดส่วน 1.47% ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเว็บพนันไปแล้ว โดยตั้งข้อสงสัยถึงความสมเหตุสมผลของการขายหุ้นดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบหลักฐานการซื้อขายอย่างละเอียด

นายศิริโชคกล่าวว่า ณ สิ้นปี 2568 บริษัทที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเว็บพนันแห่งนี้ประกาศผลประกอบการ มีรายได้กว่า 6,000 ล้านบาท กำไรกว่า 1,500 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลกว่า 600 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่า หากหุ้นที่ถืออยู่เป็นหุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโตและมีผลประกอบการดี เหตุใดจึงตัดสินใจขายในเดือน ม.ค. หลังทราบผลประกอบการแล้ว

เมื่อถูกถามว่า บริษัทอาจยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการในช่วงที่มีการขายหุ้นหรือไม่ นายศิริโชคกล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่าหุ้นที่นายไท่หยาง จาง ถืออยู่นั้น ให้สิทธิเข้าไปตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของบริษัทได้ ทั้งรายรับและรายจ่าย จึงยังไม่ค่อยเชื่อคำชี้แจงดังกล่าว พร้อมระบุว่า ในทางธุรกิจ การจัดทำเอกสารย้อนหลังอาจเกิดขึ้นได้ แต่ต้องตรวจสอบกับหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงว่ามีการซื้อขายหุ้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

นายศิริโชคกล่าวต่อว่า แม้จะมีการอ้างว่าซื้อขายหุ้นกันเมื่อวันที่ 5 ม.ค. แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าวันที่มีการโอนหุ้นเป็นวันเดียวกับวันที่มีการไปจดทะเบียนทุนของ BBI ที่เกาะ BBI หรือไม่ โดยเห็นว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน นายศิริโชคตอบว่า สามารถตรวจสอบได้ เพราะการซื้อขายหุ้นดังกล่าวควรมีหลักฐานการโอนเงิน โดยประเมินว่าอาจมีเงินหมุนเวียนจากการซื้อขายประมาณ 200 ล้านบาท แต่จากบัญชีทรัพย์สินที่นายไท่หยาง จาง แจ้งไว้ ยังไม่เห็นว่ามีเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในบัญชีตามที่ควรจะเป็น

นายศิริโชคย้ำว่า ยังไม่เชื่อว่ามีการขายหุ้นจริง จนกว่าจะได้เห็นหลักฐานจาก BBI โดยมองว่าพฤติการณ์หลายอย่างมีข้อพิรุธ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการขายหุ้นจริง ก็ควรออกมาชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานตั้งแต่แรก ไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปก่อนจึงนำเอกสารออกมาแสดง ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการซื้อขายครั้งนี้

ส่วนกรณีที่ น.ส.สุชาดาระบุว่า สามีลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับยารักษาโรคเป็นเงิน 100-200 ล้านบาท แต่กลับถูกขุดคุ้ยเฉพาะประเด็นการถือหุ้นประมาณ 1% นั้น นายศิริโชคกล่าวว่า การตรวจสอบความผิดไม่ได้หมายความว่าต้องตรวจสอบทุกเรื่องที่ทำถูกต้องด้วย โดยการตรวจสอบควรมุ่งไปที่ประเด็นที่สงสัยว่ามีการกระทำผิด ส่วนเรื่องที่ดำเนินการถูกต้องก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ นายศิริโชคยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ น.ส.สุชาดาเคยชี้แจงกับผู้นำท้องถิ่นว่า มีหุ้นอยู่ 1% โดยไม่ได้ระบุว่าขายหุ้นไปแล้ว จึงมองว่าคำพูดดังกล่าวมีลักษณะเสมือนว่ายังคงถือหุ้นอยู่ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายศิริโชค ยังได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า  จาก “ไม่รู้ว่าสามีทำอาชีพอะไร” ถึง “ขายหุ้นบ่อนแล้ว” เปิดปมคำชี้แจงสุชาดา กับวันที่โอนหุ้นใน BVI ที่อาจไขความจริงทั้งหมด

ผมติดตามคำชี้แจงของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับธุรกิจของนายไทหยาง จาง ผู้เป็นสามี มาหลายสัปดาห์ และยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่า เหตุใดเรื่องที่ควรอธิบายได้ตั้งแต่แรก กลับมีรายละเอียดสำคัญทยอยปรากฏออกมาภายหลัง

เริ่มจากคำตอบในทำนองว่าไม่รู้ว่าสามีประกอบอาชีพอะไร ทั้งที่ต่อมาปรากฏข้อมูลว่าสามีมีการลงทุนในธุรกิจหลายแห่ง รวมถึงบ่อนการพนันออนไลน์ Shuffle.com

เมื่อเรื่องเริ่มได้รับความสนใจ สุชาดาแจ้งผู้สื่อข่าวว่าสามีจะออกมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง แต่เมื่อถึงวันที่ 14 ตุลาคม กลับไม่มีการแถลงข่าว และมีคำอธิบายว่าไม่เคยนัดหมายไว้ตั้งแต่แรก จนผู้สื่อข่าวนำหลักฐานการแจ้งนัดหมายก่อนหน้านั้นออกมาแสดง

การเปลี่ยนใจไม่แถลงข่าวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การปฏิเสธว่าไม่เคยนัดหมาย ทั้งที่เคยแจ้งผู้สื่อข่าวไว้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ต่อมาในการพบปะผู้นำท้องถิ่น สุชาดากล่าวว่าสามีถือหุ้นในธุรกิจคาสิโนประมาณ 1% โดยอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพียงเล็กน้อย

แต่วันที่ 20 ตุลาคม เธอกลับให้ตัวเลขที่ชัดเจนขึ้นเป็น 1.47% ในบริษัท Mixed Order Limited ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกิจการบ่อน Shuffle.com พร้อมคำชี้แจงเพิ่มเติมว่าสามีขายหุ้นทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 ก่อนการเลือกตั้ง
หากขายหุ้นไปตั้งแต่เดือนมกราคมจริง เหตุใดก่อนหน้านี้จึงพูดถึงการถือหุ้นประมาณ 1% โดยไม่ได้บอกว่าเป็นหุ้นที่ขายไปแล้ว และเหตุใดเรื่องการขายหุ้นจึงเพิ่งถูกเปิดเผยหลังจากสังคมตั้งคำถามมานานกว่าครึ่งเดือน?

หุ้น 1.47% ที่สุชาดาพูดถึงอาจไม่ได้เป็นการลงทุนเล็กน้อยอย่างที่อธิบาย

จากงบการเงินปี 2568 ที่ผมได้รับ Natural Nine B.V. ผู้ดำเนินธุรกิจบ่อน Shuffle.com มีกำไรสุทธิประมาณ 40.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,341 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 1,520 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ผมเคยนำกรณีการซื้อขายหุ้นในธุรกิจการพนันของ Entain CEE มาเป็นตัวอย่างการประเมินมูลค่ากิจการ โดยใช้ตัวคูณประมาณ 10 เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน

เมื่อนำหลักการเดียวกันมาคำนวณกับบ่อน Shuffle.com จะได้มูลค่ากิจการประมาณ 15,200 ล้านบาท

หากคิดตามสัดส่วนหุ้น 1.47% ที่สุชาดาเปิดเผย มูลค่าหุ้นดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 223.44 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาเสนอขายเบื้องต้นที่อาจตั้งได้ตามวิธีประเมินนี้

ส่วนกำไรสุทธิของบ่อน Shuffle.com หากคิดตามสัดส่วน 1.47% ก็เท่ากับประมาณ 19.71 ล้านบาทภายในปีเดียว แม้ตัวเลขนี้จะไม่ใช่เงินปันผลที่ยืนยันว่าจ่ายจริงก็ตาม

ผมย้อนกลับไปดูบัญชีทรัพย์สินที่สุชาดายื่นต่อ ป.ป.ช. พบว่ามีรายการถือหุ้นในบริษัทหลายแห่ง บางบริษัททำกำไรเพียงเล็กน้อย บางบริษัทขาดทุน แต่ก็ยังคงถือหุ้นเหล่านั้นอยู่

กลับกลายเป็นว่าหุ้นในธุรกิจบ่อน Shuffle.com ซึ่งทำกำไรปีละกว่าพันล้านบาท เป็นหุ้นที่สามีของเธอบอกว่าตัดสินใจขายออกไปตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่าภรรยาจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. หรือไม่

ทำไมจึงเลือกขายหุ้นในธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล แต่ยังถือหุ้นในบริษัทอื่นที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าหรือขาดทุน?

และหากขายหุ้นไปแล้วจริง เงินที่ได้รับจากการขายไปอยู่ที่ไหน?

เพราะในบัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่พบรายการที่ระบุชัดเจนว่าเป็นเงินจากการขายหุ้นบ่อน Shuffle.com
สุชาดายังอธิบายว่า เธอเคยแจ้งการถือหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. แล้ว ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี

แต่บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบได้ในลักษณะเดียวกับบัญชีทรัพย์สินของ สส. ประชาชนจึงไม่สามารถเปิดดูได้ด้วยตนเองว่าเธอเคยแจ้งหุ้นดังกล่าวจริงหรือไม่ แจ้งจำนวนเท่าไร และแจ้งมูลค่าไว้เท่าใด

นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช.

เพราะหากนักการเมืองสามารถอ้างว่าเคยแจ้งทรัพย์สินแล้ว แต่ประชาชนไม่มีโอกาสตรวจสอบเอกสารที่ถูกนำมาอ้าง สุดท้ายประชาชนก็ต้องเชื่อคำชี้แจงของนักการเมือง และเชื่อคำรับรองของหน่วยงานรัฐอีกทอดหนึ่ง

แต่ข้อสงสัยสำคัญที่สุดอยู่ที่คำกล่าวอ้างว่าสามีขายหุ้นไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม

บริษัท Mixed Order Limited จดทะเบียนอยู่ในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หรือ BVI ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นที่ชัดเจน
มาตรา 54(8) ของกฎหมาย BVI Business Companies Act (กฎหมายบริษัทธุรกิจของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน) กำหนดให้การโอนหุ้นจดทะเบียนมีผลเมื่อชื่อผู้รับโอนถูกบันทึกลงใน Register of Members (ทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท)

ดังนั้น การมีสัญญาซื้อขายหุ้นที่ลงวันที่เดือนมกราคม ไม่ได้หมายความว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นเกิดขึ้นในเดือนมกราคมแล้ว
วันที่สำคัญคือวันที่ชื่อผู้ซื้อถูกบันทึกลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2568 บริษัทใน BVI ยังมีหน้าที่นำส่งทะเบียนผู้ถือหุ้นและแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนกิจการบริษัทตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ประวัติการยื่นข้อมูลจึงเป็นหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ได้
สุชาดาอ้างว่าสามีขายหุ้นตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม แต่วันที่ในสัญญาซื้อขายไม่ใช่หลักฐานยืนยันวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่จะพิสูจน์คำกล่าวอ้างนี้ได้คือวันที่ชื่อผู้ซื้อถูกบันทึกในทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ BVI หากวันที่ดังกล่าวไม่ใช่เดือนมกราคม ก็ต้องตรวจสอบว่าการขายที่สุชาดาพูดถึงเกิดขึ้นในขั้นตอนใดและเมื่อไรกันแน่

คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าสามีขายหุ้นหรือไม่ แต่รวมถึงใครเป็นผู้ซื้อ ราคาขายเท่าไร และการโอนหุ้นเกิดขึ้นจริงเมื่อใด
เมื่อนำคำชี้แจงทั้งหมดมาเรียงตามลำดับ ตั้งแต่เรื่องอาชีพของสามี การแถลงข่าวที่ไม่เกิดขึ้น การถือหุ้นประมาณ 1% ก่อนจะกลายเป็น 1.47% และการเปิดเผยเรื่องขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง ก็เห็นได้ว่ามีรายละเอียดสำคัญหลายเรื่องที่เพิ่งปรากฏภายหลัง
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เงินกว่า 223 ล้านบาทเป็นจำนวนที่แม้แต่จะฝันถึงก็ยังยาก แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินมหาศาลเช่นนี้กลับยังมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

ความน่าเชื่อถือของคำชี้แจงไม่ได้อยู่ที่ว่าพูดกี่ครั้ง แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

และในเรื่องนี้ วันที่ที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ BVI อาจบอกความจริงได้มากกว่าคำชี้แจงทั้งหมดที่ผ่านมาเสียอีก