เมืองไทย 360 องศา
ในที่สุดก็น่าจะชัดเจนแล้วว่า ฝ่ายรัฐบาลคงให้เวลาฝ่ายค้าน “ซักฟอก” 18 รัฐมนตรี ที่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ได้แค่ 3 วันเท่านั้น จากที่เสนอไป 5 วัน และคาดว่าการอภิปรายจะเกิดขึ้นในราวปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจากจำนวนวันที่ลดลงมาดังกล่าว ก็เริ่มจากสัญญาณจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุก่อนหน้านี้แล้วว่า “มากไป” และแม้ว่าในตอนแรกยังคิดว่าฝ่ายรัฐบาลจะให้เวลาอภิปรายได้ 4 วัน แต่เมื่อลดลงมาแบบนี้กลายเป็นว่าแรงกดดันจะมากดทับลงมาที่ฝ่ายค้านแทนหรือเปล่า
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า “พลังต่อรอง” ของฝ่ายค้านยังด้อยกว่าหลายขุม ซึ่งก็ต้องวัดจากตัวเลขทางคณิตศาสตร์ ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย โดยตอนนี้ตัวเลขฝ่ายค้านจริงๆ มีอยู่สองพรรค คือ พรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ รวมกันแล้วได้แค่ 141 คนเท่านั้น และแม้ว่าจะมีพรรคกล้าธรรมจะมีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่ง แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นพรรค “รอร่วมรัฐบาล” ไปแล้ว และในการยื่นญัตติซักฟอกคราวนี้ พรรคกล้าธรรมก็ไม่ได้ร่วมลงชื่ออีกด้วย
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมร่วมกับฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า คาดว่า สัปดาห์หน้าประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเชิญวิป 3 ฝ่าย มาพูดคุยกรอบเวลา ส่วนจะเป็นวันใด ตนก็ฟังจากที่ข่าวออกมาว่าจะเป็นช่วงสิ้นเดือนนี้ ในกรอบเวลา 3 วัน ซึ่งตนคิดว่าหากญัตติเป็นลักษณะแบบนี้ ก็น่าจะพอ เดี๋ยวค่อยมาแบ่งจัดสรรเวลากัน แน่นอนว่า ต้องให้เวลาฝ่ายค้านเยอะอยู่แล้ว
ถามว่า ฝ่ายค้านยังยืนกรานว่าจะขออภิปราย 5 วัน นายกรวีร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา จะให้เขาเห็นตรงกับฝ่ายรัฐบาลก็คงไม่ได้ เดี๋ยวคงต้องมาคุยกัน
เมื่อถามว่า สามารถขยับกรอบเวลาการอภิปรายไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน ได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุช่วงเวลาตรงนี้มา เราก็ต้องฟังเหตุผลของครม. เพราะการอภิปรายนี้ ไม่ใช่เรื่องของสภาอย่างเดียว เพราะครม.ต้องมารับฟัง ชี้แจง และตอบข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านด้วย
เอาเป็นว่านาทีนี้ ฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้เวลาในการ “ซักฟอก” 18 รัฐมนตรี ได้แค่ 3 วัน เท่านั้น ทำให้กลายเป็นว่า “แรงกดดัน” อาจจะพลิกกลับมาที่ฝ่ายค้าน มากกว่าฝ่ายรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเปล่า
อย่างไรก็ดี จะว่าไปแล้ว การที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีพร้อมกัน 18 คน หากพิจารณากันในความเป็นจริงถือว่า เป็นการ “กระจายน้ำหนัก” ออกไป แทนที่จะ “โฟกัส” ไปที่รัฐมนตรีที่มี “หลักฐาน” ค่อนข้างมัดแน่น หรือพอเอ่ยชื่อขึ้นมา ก็ต้องเกิดความรู้สึกร่วมขึ้นมาทันที
การที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่ 18 รัฐมนตรี นอกเหนือจากต้องกระจายกันค้นหาหลักฐานมากมายแล้ว เมื่อเอ่ยชื่อออกมาแล้ว แม้ว่าหลายคนสมควรที่ต้องถูกซักฟอก แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ อย่างมากก็เป็นแค่พวก ไร้ผลงาน ไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ
แต่หากพูดถึงรัฐมนตรีบางคน ความรู้สึกอาจตรงกันข้าม และให้เกิดน้ำหนักทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในครั้งนี้ มีความหนักแน่นเพิ่มขึ้นไปอีก หากไล่เรียงกันมาก็เชื่อว่า มีแค่ไม่กี่คน ไล่เรียงลงมาตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งฝ่ายค้านสามารถอภิปรายได้ตั้งแต่ “เช้ายันค่ำ” ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารงาน เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องมีกรณีตัวอย่าง ที่แสดงเป็นหลักฐานประจักษ์คาตา ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่นั่งเก้าอี้ “มท.1” หรือหากย้อนต่อเนื่องมาตั้งสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว ในเรื่องการบริหารจัดการ
อีกคนหนึ่งที่เห็นเป็น “ภาพเชิงซ้อน” ได้อย่างชัดเจนก็คือ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลูกชายของ “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ ที่หากให้เวลาในการ ซักฟอกกันแบบเน้นๆ เนื้อๆ รับรองว่าจะต้องสั่นสะเทือนแน่นอน
ส่วนคนอื่นๆ คราวนี่อาจเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การซักฟอกมีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
แต่จะว่าไป รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกคราวนี้ ทำให้น่าประหลาดใจที่ไม่มีชื่อของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไปได้ ตกหล่นไปได้อย่างไร หรือเขียนรายชื่อรัฐมนตรีมากมายหลายคน จนสับสนหลงลืมไปหรืออย่างไร เพราะด้วยวิกฤตพลังงานคราวนี้ การควบคุมกำกับราคาพลังงาน อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีรายชื่อติดโผอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีอีกหลายคน ที่มีชื่อในครั้งนี้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมด 18 คน ที่ติดโผถูกซักฟอกในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับจำนวนเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลให้มาจำนวน 3 วัน ถือว่าน้อยมาก อีกทั้งเมื่อพิจารณาในความเป็นจริงแล้ว ในจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกขึ้นบัญชีเอาไว้ก็ต้องถือว่ามีไม่น้อยที่ยังมีหลักฐานไม่เข้มข้นพอที่จะมีน้ำหนักสำหรับการซักฟอก เมื่อเป็นแบบนี้ทั้งด้วยเงื่อนไขเวลา และตัวบุคคลแล้ว เชื่อว่าในที่สุดแรงกดดันอาจจะพลิกกลับมาตกกับฝ่ายค้านก็เป็นไปได้ อย่าทำเป็นเล่นไป !!


