"อนุทิน" ลงพื้นที่สองพี่น้อง ติดตามจัดการน้ำ ย้ำโครงการ ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ ต้องเกิด ชี้ "เสียเงินเยียวยาปีละ 4-5 หมื่นล. แต่ไม่ได้อะไร ลั่นรบ.นี้ทำงานด้วยสมองไม่ใช้ปาก! ไม่มีคำว่าพรรค ทำงานเป็นหนึ่งเดียวต่างจากยุคอื่น เหน็บพวกแซะ "มิสเตอร์โปรเจ็กต์-ทิ้งทวน" สร้างหวังผลประโยชน์ จวกคนพูดต่างกับคนลงพื้นที่จริง อยากเห็นเองไม่นั่งฟังรายงานแต่ในทำเนียบ
วันนี้ (18ต.ค.) เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ด้วย
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อตรวจราชการ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมว่า ดูระดับน้ำ แม่น้ำท่าจีน และเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนอำเภอสองพี่น้อง สถานการณ์น้ำยังมีเยอะอยู่ เราก็ต้องมาเร่งผลักดันน้ำออกไป ซึ่งช่วงนี้ก็ถือว่ายังสามารถที่จะระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ก็ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ มีอุปสรรคอื่นๆ อย่างเช่น จำนวนผักตบชวา ผักบุ้ง ที่ถูกปลูกไว้ มันก็ไหลมาเป็นกีดกวางกีดขวางทางน้ำ เราก็ต้องเร่ง นอกเหนือจากต้องระบายน้ำแล้วก็ต้องเร่งตักผักตบชวาที่มีจำนวนมหาศาลด้วย แต่อย่างน้อยได้มาได้เห็นปัญหาที่มันสั่งสมมา จริงๆมันเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือต้องเพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่า ให้เร็วที่สุด ในกรณีที่ อ.สองพี่น้อง ทางอธิบดีกรมชลประทานได้ยืนยันว่าได้เตรียมแผนในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยทำการเปิดความกว้าง เพื่อให้น้ำระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้อง จัดจังหวะจัดระบบให้ดี เพราะจะมีบางช่วงที่แม่น้ำท่าจีนน้ำจะสูงกว่าระบายออกไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยเรายังมีประตูน้ำคอยกันน้ำไหลกลับเข้ามาและนี่คือสิ่งที่ตนได้พูดตลอดในคณะรัฐมนตรี ซึ่งบางทีเราไม่รู้หรอก กว่าจะอนุมัติแต่ละโครงการ บอกสิ้นเปลืองงบประมาณ และก่อสร้างโครงการชลประทานใช้เงินเยอะแยะไปหมด แต่ที่สิ้นเปลืองจริงๆคือสูบน้ำทั้งวันทั้งคืนใช้ทั้งไฟทั้งน้ำมันต้องสูบเสียทรัพยากรมหาศาล ทางกรมป้องกันสาธารณภัยกว่าจะระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศ ต้องมาติดตั้งท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก รวมกับกรมชลประทานก็ยังไม่พอ สิ่งเหล่านี้ต้องสิ้นเปลือง ต้องใช้งบประมาณ เพื่อผลักดันน้ำออกไป เสร็จแล้วก็ต้องไปเยียวยาชาวบ้านหลังคาเรือนละ 9,000 บาท ดังนั้นปีๆ หนึ่งถึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมันต้องเสียเงิน 4-5 หมื่นล้านบาทในการไปเยียวยา แต่ไม่ได้ถาวรวัตถุ ไม่ได้อะไรที่มาแก้ปัญหาในระยะยาว
"จะด้วยปัญหาทางการเมือง พรรคนี้คุมกระทรวงนั้น พรรคโน้นอยู่กระทรวงนี้ เดี๋ยวยอมให้กระทรวงนี้ทำ เดี๋ยวกระทรวงนี้ได้คะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น เดี๋ยวพรรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯส่งผู้แทนลงแล้วน่าจะไม่ได้ เราคิดอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องคิดถึงชาวบ้านก่อน ต่อให้ใครจะส่งผู้แทนลงแล้วไม่ได้ แต่ถ้ามีส่วนร่วมในการสร้างประตูระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น ขยายคลองเพิ่มมากขึ้น ทำทางน้ำเพิ่มมากขึ้น ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้แทนก็บอกกับตัวเองได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้าน ลดความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นการถาวร ไอ้นี่มันสำคัญกว่า ได้ตำแหน่งอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่พวกเราออกมา รัฐมนตรีทั้งหลายออกมา เพื่อให้เห็นไปช่วยกัน เวลาเราผลักดันบอกให้สำนักงบประมาณบรรจุโครงการเช่นนี้เข้าไปเพื่อลดความเดือดร้อนชาวบ้าน รัฐมนตรีทั้งหลายที่อยู่ใน ครม. ก็จะได้ช่วยกันพูดได้เต็มที่ เวลาเข้าสภาฯ ใครมาบอกว่านี่ มิสเตอร์โปรเจกต์หรือเปล่า จะทิ้งทวนหรือเปล่า จะสร้างเพื่อผลประโยชน์ เก็บเปอร์เซ็นต์ ฮั้วผู้รับเหมาหรือเปล่า ก็มาดูดิ๊ เวลาคนที่พูดกับคนที่เจอของจริงเนี่ย เขาเคยได้รับรู้ รับทราบ ความเดือดร้อนของชาวบ้านหรือเปล่า" นายรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทิน กล่าว่า ทำแบบนี้เสร็จ แล้วถ้าชาวบ้านไม่เลิกกลับเข้ามา เราก็มาเล่นเจ็ตสกีแถวนี้ก็ได้ และก็บอกว่าเออ ตรงนี้เราทำมาน้ำไม่ท่วมแล้ว ไม่มีปัญหา ตนจะทำให้พวกเราทุกคนในรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ ทำงานกันเป็นหนึ่งเดียว ทุกกรม วันนี้ทั้งกรมชลประทาน กรมป้องกันสาธารณภัย ทุกๆ กรมทำงานอยู่ เราใช้แรง เราใช้สมอง ใช้ความทุ่มเทในการทำงาน เราไม่ใช้ปากทำงานเหมือนคนบางคนที่พูด ขอให้พี่น้องได้มั่นใจและตนก็คุยกับอธิบดีแบบนี้ทำเลย ติดตรงไหนมา เดี๋ยวตนเอางบกลางทำให้ เพราะวันนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องของความเดือดร้อน เป็นเรื่องฉุกเฉิน เป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ทำความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับพี่น้องประชาชน
"ถ้าผมจะเสีย 4-5 หมื่นล้านไปเยียวยาแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมขอเสีย 4-5 หมื่นล้านดีกว่าให้มันได้สิ่งที่มันแก้ปัญหาระยะยาวดีกว่า ซึ่งก็น่าจะมีเงินเหลือมาทำด้วย เพราะปีนี้เราซื้อ
ประกันภัยพิบัติไว้ให้
30 ล้านครัวเรือนใช้เงินไป 15,000 กว่าล้าน
ก็ยังเหลืออีก 2-3 หมื่นล้านถ้าไม่มีภัยพิบัติอะไรที่มันเกินที่จะรับได้ ก็เอาเงินก้อนนี้มาค่อยๆ ทำโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการระบายน้ำ
เมื่อถามว่า อยากจะฝากอะไรถึงฝ่ายค้านบ้าง ถึงเรื่องดารเยียวยาหรือการใข้งบประมาณ ของรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าเดี๋ยวให้พี่น้องประชาชนได้เห็นสิ่งที่รัฐบาลจะทำ โดยวันอาทิตย์บ่ายๆ แล้วก็มาดูปัญหา ก็เรียนตรงๆ ทำไมต้องมา ที่ต้องมาเพราะต้องมาเห็นกับตาตัวเอง ถ้าไปฟังอยู่แต่ในกระทรวงหรือในทำเนียบรัฐบาล มันมันไม่เห็นภาพ เมื่อไม่เห็นภาพพอจะทำอะไรขึ้นมา
ก็บอกเดี๋ยวมีโครงการนู้นสำคัญกว่า โครงการนี้สำคัญกว่า แต่ถ้ามาเห็นแบบนี้แล้วและวันนี้เราก็ได้เริ่มทำให้เห็นแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นกระทรวงที่อยู่ในสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้พรรคภูมิใจไทย แต่คณะรัฐมนตรีมนตรี ชุดนี้ก็อนุมัติเห็นชอบโครงการระบายน้ำ อย่างน้อย โครงการภาพรวมใหญ่ ก็คือชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ต้องเกิดขึ้น ในปีงบประมาณ 70 นี้เป็นต้นไป ใช้เวลาตั้ง 7 ปีกว่าจะเสร็จ ทำวันนี้่นู่น อีก 7-8 ปี
แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะมีเหตุอะไร จะต้องต่อสัญญา ต่อนู่นต่อนี้หรือเปล่า แต่ถ้าไม่ทำมันก็จะไม่วันเกิดขึ้น
"ผมก็จะกำชับให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทาน ต้องบริหารจัดการด้วยความเข้มงวด ด้วยความใกล้ชิดว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์ใดๆมาทำให้ความล่าช้าต้องเกิดขึ้นไปอีก เพราะโครงการ 7 ปี ถ้าต้องไปต่อสัญญาด้วยเหตุทางธรรมชาติอะไรก็แล้วแต่ต่อไป 10 ปีก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นต้องเร่งในการที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้มัน เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะได้
ส่วนเรื่องเวนคืน คนที่จะมีหน้าที่ไปเวนคืนก็ต้องไปคุยกับชาวบ้านทำการเวนคืนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ งบประมาณในการเวนคืนก็ต้องเร่งจ่ายให้กับชาวบ้าน ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าพี่น้องประชาชนต้องลดความเดือดร้อน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้จะแตกต่างจากรัฐบาลอื่นๆ


