วันนี้(18 ต.ค.)นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำหนดนโยบายเร่งรัดในการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสิ่งของผิดกฎหมาย โดยให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและปกป้องสังคม จากนโยบายดังกล่าว นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้สั่งการให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบ 3 จังหวัดคือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปราบปรามสินค้าที่ลักลอบหนีศุลกากร พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
นายประสิทธิ์ กล่าวว่าจากข้อสั่งการดังกล่าวประกอบกับวันที่ 4 ตุลาคมของทุกปีคือ “วันสัตว์โลก” ทำให้ ด่านศุลกากรช่องจอม ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์ โดยเริ่มเน้นจากร้านค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นต้นทางในเขตพื้นที่อีสานใต้ทั้งหมด เพื่อกำกับดูแลให้การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสัตว์เลี้ยงหรือระบบนิเวศตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ
นายประสิทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากการเข้าตรวจสอบร้านค้าขนาดใหญ่ทั้ง 2 ร้านกลางเมืองนครราชสีมา พบว่ามีอาหารสัตว์ เช่น อาหารปลา กระต่าย เต่า นก กระรอก แฮมสเตอร์ ฯลฯ โดยมีบางส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและไม่พบหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงไม่มีป้ายฉลากภาษาไทยที่แสดงส่วนประกอบที่สำคัญของตัวผลิตภัณฑ์ วางจำหน่ายปะปนมากกว่า 300 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 300,000 - 500,000 บาท ซึ่งถือว่าอาจเกิดผลกระทบในวงกว้างที่จะเสี่ยงอันตรายอย่างมากต่อชีวิตและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงที่จะต้องรับอาหารเหล่านี้เข้าไป โดยสินค้าทั้งหมดนี้จะต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรต่อไป
“ตนมีความมุ่งมั่นและนโยบายที่ชัดเจนในการอำนวยความสะดวกทางการค้าควบคู่กับการควบคุมทางศุลกากร ดังนั้นการจับกุมอาหารสัตว์เลี้ยงที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศในวันนี้ถึงแม้ว่าจะมีมูลค่าทางการเงินที่ไม่สูงมากนักเพียงแค่หลักแสนบาท แต่นับว่ามีมูลค่าทางจิตใจต่อคนรักสัตว์ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เนื่องจากสัตว์เลี้ยงก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าและควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับมนุษย์เช่นกัน“ นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย


