ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ฝ่ายค้านยื่นไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 และการอภิปรายจะมีขึ้นในวันที่ 27-30 ตุลาคม นี้
ทั้งนี้ มีสมาชิกจากฝ่ายค้าน 145 คน ร่วมลงชื่อยื่นญัตติ มีรัฐมนตรี 18 คน อยู่ในรายชื่อผู้ถูกยื่นอภิปราย โดยพรรคประชาชน แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกาศกรอบใหญ่ที่จะตรวจสอบ สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ” รวมถึงข้อกล่าวหา เรื่องฮั้วเลือกสว. การทุจริตสอบท้องถิ่น การใช้อำนาจโดยมิชอบ และความล้มเหลวในการแก้ปัญหาประชาชน
ใน 18 รัฐมนตรี วันนี้จะยกมาเป็นตัวอย่างสัก 6 คน ที่จัดว่าเป็น “ตัวตึง” ของรัฐบาลชุดนี้
1. “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป้าหมายใหญ่ที่สุดของศึกซักฟอก
ประเด็นใหญ่ : การใช้อำนาจทางการเมือง เครือข่ายพวกพ้อง และความรับผิดชอบของรัฐบาล
ญัตติฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาว่า นายอนุทิน ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ใช้อำนาจและเครือข่ายทางการเมืองสร้างสิ่งที่ฝ่ายค้าน
เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” และมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตหลายด้าน
ฝ่ายค้านกล่าวหาเรื่องอะไรบ้าง ?
การเลือก สว. —ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับขบวนการทุจริตการเลือกสว. และการใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อสร้างความได้เปรียบ
การสอบท้องถิ่น — กล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการ และการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ากระทบต่อระบบคุณธรรม
การใช้อำนาจและองค์กรตรวจสอบ — กล่าวหาว่า มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
เศรษฐกิจและปัญหาประชาชน — ตั้งคำถามต่อความล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการทุนเทา และการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คำมั่นสัญญาเรื่องปากท้อง — นำคำพูดหาเสียงเรื่องทำให้ประชาชน “รวยไม่ไหวแล้ว” มาเปรียบเทียบกับผลการบริหารที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า คนที่ได้ประโยชน์กลับเป็นกลุ่มทุจริต และพวกพ้อง
จุดที่น่าจับตา : นายอนุทิน ไม่ได้ถูกตรวจสอบเพียงเรื่องนโยบายผิดพลาด แต่ฝ่ายค้านกำลังพยายามผูกหลายประเด็นเข้าด้วยกันเป็นคำถามใหญ่ เรื่องการใช้อำนาจรัฐ ใครได้ประโยชน์ และกลไกตรวจสอบยังทำงานได้อย่างอิสระหรือไม่
2. “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นใหญ่ : การประกอบธุรกิจบนที่ดินรัฐ และข้อกล่าวหาเรื่องเงินภาษีประชาชน
ญัตติฝ่ายค้าน กล่าวหาว่า นายไชยชนก มีพฤติการณ์ผิดปกติจนเกิดข้อสงสัยเรื่องความสามารถในการดำรงตำแหน่งด้วยตนเอง รวมถึงกล่าวหาเรื่องการประกอบธุรกิจบนที่ดินของรัฐ (เขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อกล่าวหาที่ปรากฏในญัตติ
ธุรกิจบนที่ดินของรัฐ — ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า มีการประกอบธุรกิจบนที่ดินของรัฐอย่างผิดกฎหมาย
การใช้เงินภาษีประชาชน — กล่าวหาว่า มีการสมรู้ร่วมคิดกับบริษัทเอกชนและเครือข่ายทางการเมือง เพื่อทุจริตเงินภาษีประชาชน
การเผยแพร่ข้อมูล — ญัตติใช้ถ้อยคำกล่าวหาว่า มีการผลิตข้อมูลเท็จเพื่อประโยชน์ของตนเอง และครอบครัว
จุดที่น่าจับตา: “ไชยชนก” เป็นหนึ่งในชื่อที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะข้อกล่าวหาในญัตติ มีประเด็นที่ตรวจสอบเป็นรูปธรรมได้ เช่น ที่ดินที่กล่าวถึง คือที่ใด ธุรกิจอะไร มีบริษัทใดเกี่ยวข้อง และเงินภาษีที่กล่าวหาว่าถูกทุจริตนั้น มีเส้นทางอย่างไร
3. “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ประเด็นใหญ่: การปล่อยปละละเลยการทุจริต และการแสวงหาประโยชน์จากวิกฤต
ญัตติกล่าวหาว่า นายพิพัฒน์ รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต แสวงหาประโยชน์จากวิกฤตของชาติ และวางนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน
ข้อกล่าวหาสำคัญมี 3 กลุ่ม
การทุจริตเลือก สว. — ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีส่วนในกระบวนการทุจริตการเลือกสว. อย่างเป็นขบวนการ
การแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤต — ตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจ หรือสถานการณ์วิกฤตให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง หรือกลุ่มทุน
การขัดขวางกลไกตรวจสอบ — ญัตติกล่าวหาว่า มีการแทรกแซงกลไกตรวจสอบการทุจริต จนทำให้เกิดสภาวะลอยนวลพ้นผิด
จุดที่น่าจับตา : ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะนำหลักฐานใดมาอธิบายข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. และผลประโยชน์จากวิกฤต ส่วนเรื่องคมนาคม ก็ต้องดูว่ามีข้อมูลการบริหารหรือการจัดสรรประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมเพิ่มเติมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ เป็นคนที่น่าจับตา เพราะข้อกล่าวหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความล้มเหลวในการทำงาน แต่พุ่งไปถึงพฤติการณ์ที่ฝ่ายค้านมองว่า อาจกระทบต่อความสุจริตของการใช้อำนาจด้วย
4. “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประเด็นใหญ่ : การใช้อำนาจขัดกฎหมาย และการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
ญัตติของฝ่ายค้าน กล่าวหาว่านายสุชาติ จงใจใช้อำนาจ หรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ พร้อมกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ทุจริต เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ
แนวทางที่ฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาไว้...
ใช้อำนาจโดยมิชอบ —เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ผลประโยชน์ทับซ้อนและเอื้อพวกพ้อง — กล่าวหาว่า ขาดความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในการตรวจสอบ รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้คนใกล้ชิด
ความเสียหายจากการทุจริต — กล่าวหาว่า ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจนเกิดความเสียหายแก่ประเทศ
จุดที่น่าจับตา : สิ่งสำคัญคือ ฝ่ายค้านจะเปิดเผยรายละเอียดของกรณีใดบ้าง มีโครงการ หรือการตัดสินใจใดเป็นหลักฐาน และจะเชื่อมโยงความรับผิดชอบของนายสุชาติ ในฐานะรัฐมนตรีอย่างไร
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาในญัตติค่อนข้างกว้าง จึงต้องรอหลักฐานเฉพาะเรื่องมาประกอบ ก่อนประเมินว่า น้ำหนักของข้อกล่าวหา อยู่ตรงไหน
5. “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ประเด็นใหญ่: รัฐบาลแก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงหรือไม่
ในญัตติฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า นางศุภจี ขาดภาวะผู้นำ และไม่มีบทบาทชัดเจนในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ที่เพิ่มสูงขึ้น
ฝ่ายค้านตั้งคำถามอะไร ?
ราคาสินค้าแพง — เหตุใดประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน — กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการที่ช่วยประชาชนได้จริงมากน้อยแค่ไหน
ภาวะผู้นำของรัฐมนตรี — ในช่วงที่ประชาชนเผชิญปัญหา รัฐมนตรีได้แสดงบทบาทที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพเพียงใด
จุดที่น่าจับตา : “ศุภจี” มีประเด็นที่เชื่อมโยงกับชีวิตประชาชนโดยตรงที่สุด เพราะทุกคนรู้สึกได้ จากราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาต่อ “ศุภจี” ในญัตติที่เปิดเผยออกมา มีน้ำหนักไปทางการบริหารที่ล้มเหลว และขาดบทบาท มากกว่าข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตเป็นการเฉพาะ จึงต้องดูว่า ฝ่ายค้านจะมีตัวเลข หรือข้อมูลผลงานใดมารองรับการวิจารณ์นี้
6. “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ญัตติของฝ่ายค้าน ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน การขาดธรรมาภิบาล และการใช้อำนาจที่อาจกระทบต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม
คาดว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านจะพุ่งไปที่ คดีทุนเทา สแกมเมอร์ หรือกระบวนการบังคับใช้กฎหมายจริง
คำถาม จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องว่าใครทำผิด แต่จะไปถึงว่า รัฐบาลจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างเสมอภาค หรือไม่ และมีใครได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ หรือเปล่า
ทั้งนี้ ต้องรอดูว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องใดมาอภิปรายและมีหลักฐานรองรับมากน้อยเพียงใด
ส่วนอีก 12 รัฐมนตรี ที่เหลือ ที่ถูกยื่นอภิปรายเช่นกัน ประกอบด้วย 1. “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี 2. “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง 3. “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี 4. “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม 5. “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 6. “นภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 7. “ศุภมาส อิสรภักดี” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 8. “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9. “สุขสมรวย วันทนียกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 10. “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม 11. “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย และ 12 . “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย
ต้องติดตามว่า ในบรรดา 18 รัฐมนตรีนี้ ฝ่ายค้านจะมี “หมัดน็อก” หรือ “ข้อมูลเด็ด” ที่เปิดออกมาแล้วสามารถนำไปต่อยอด ยื่นป.ป.ช. เพื่อเอาผิดทางอาญา หรือผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต่อไป หรือไม่!


