ป.ป.ช.ชี้มูล “จิรัฏฐ์ สันติวงษ์สกุล” อดีตรองนายก อบจ.พิษณุโลก ร่ำรวยผิดปกติ
ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นไม่สัมพันธ์กับรายได้ตาม ภ.ง.ด. และไม่สามารถชี้แจงชัดเจนถึงที่มาของรายได้
วันนี้ (16 ต.ค.) นายนิติพันธ์ุ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายจิรัฏฐ์ สันติวงษ์สกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
โดยจากการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายจิรัฏฐ์ ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 - 24 กันยายน 2555 รวมเวลา 1 ปี 2 เดือน มีรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนการดำรงตำแหน่งดังกล่าว และคู่สมรสมีรายได้จากเงินบำนาญ รวมกันกันจำนวน 692,623.64 บาท แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จากรายการเงินฝาก จำนวน 5 บัญชี อยู่ในชื่อของนายจิรัฏฐ์ จำนวน 2 บัญชี และของคู่สมรส จำนวน 3 บัญชี นอกจากนี้ ยังมีหนี้สินลดลงจากรายการชำระหนี้เงินกู้ จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,639,707.34 บาท ซึ่งไม่สัมพันธุ์กับรายได้ ตาม ภ.ง.ด.
นอกจากนี้ พบว่า ในส่วนของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากรายการเงินฝากทั้งห้าบัญชีรวมมูลค่า 13,897,624 บาท ผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้เพียงจำนวน 6,193,624 บาท โดยเป็นเงินรายได้จากการให้เช่าบูชาพระเครื่องกับบุคคลอื่น เป็นเงิน 3,500,000 บาท และจากค่านายหน้าขายที่ดินที่จังหวัดเชียงราย และส่วนต่างจากราคาขายที่ดินที่บวกราคาเพิ่มขึ้นที่ได้รับจากพี่ชายนายจิรัฏฐ์ เป็นเงิน 2,693,624 บาท คงเหลือรายการเงินฝาก จำนวน 7,704,000 บาท จากทั้ง 5 บัญชี ที่นายจิรัฏฐ์ ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ และในส่วนของรายการหนี้สินที่ลดลงจากรายการชำระหนี้เงินกู้ จำนวน 1 บัญชี รวมมูลค่า 742,083.34 บาท นายจิรัฏฐ์ ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของตนเองเพื่อนำมาชำระหนี้ ซึ่งมีแหล่งที่มาของเงินชัดเจน มิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งที่ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นว่า นายจิรัฏฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ด้วยการมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ เป็นเงินทั้งสิ้น 7,704,000 บาท ตาม มาตรา 4 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด


