xs
xsm
sm
md
lg

“ซักฟอก” 4 วัน 18 รมต.ใครจะ โง่ ห่วย เลว !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วจำนวน 18 คน เมื่อสัปดาห์ก่อน จากสัญญาณที่ส่งออกมาจากท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คงจะให้เวลา “ซักฟอก” ได้แค่ 4 วัน เท่านั้น เพราะนายกฯบอกว่า 5 วันนั้น “เยอะไป” ก็คงเป็นตามนั้น
เมื่อหันกลับมาพิจารณาถึงเป้าหมาย “ซักฟอก” ของฝ่ายค้านคราวนี้ แน่นอนอยู่แล้วว่า หลักๆ ก็คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น “เบอร์1” ก็ต้องเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะผู้นำคือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะว่าไปแล้ว “ทั้งตัว” ของเขา พอถอดเสื้อผ้าออกมาแล้วเนื้อตัวล้วนเต็มไปด้วย “แผล” และยิ่งในระยะหลัง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งเห็นว่า “เหวอะหวะ” มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ “มท.1” ที่เขานั่งมายาวนาน ขณะที่ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันหากลองนึกย้อนกลับไป นึกให้ตายก็ยังนึกไม่ออก

ขณะที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา 7-8 เดือนแล้ว หากพิจารณาในภาพรวมแล้วก็ไม่ต่างจากการนั่งเก้าอี้ มท.1 เท่าใดนัก เพราะไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นชิ้นเป็นอัน นอกเหนือจากประเภทมนุษย์สัมพันธ์ดี อ่อนน้อมถ่อมตนกับ “เจ้านายเก่า” ไม่ว่าคนนั้นจะเคยทำผิดคดโกง หรือสร้างผลงานในทางลบฉาวโฉ่แค่ไหน เขาก็ยินดีที่กราบกราน เพราะว่านี่คือ “เจ้านายเก่า” ที่มักตอย้ำให้ได้ยินทุกครั้ง

เพราะลองไล่เรียงผลงาน โดยเฉพาะการ “บริหารจัดการ” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็น “ผู้นำสูงสุด” ในการบริหารบ้านเมืองแล้วถือว่า “ไม่เข้าตา” เอาเสียเลย ยิ่งหากพิสูจน์กันในภาวะ “ภัยพิบัติ” หรือ ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤต ซึ่งที่ผ่านมาประเทศเจอเรื่องหนักๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าอาจจะ “เจอหนักกว่าเดิม” ก็เป็นไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันในอีกมุมหนึ่งประเภทมองในมุมบวก มันก็อาจโชคดีของคนไทยก็ได้ ที่บังเอิญว่าเราเกิด “ภัยพิบัติ” เกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้เราสามารถ “ประเมิน” ศักยภาพที่แท้จริงของตัวผู้นำได้เสียก่อน อาจเรียกได้ว่า “เป็นความโชคดีในโชคร้าย” ก็เป็นได้ เพราะที่ผ่านมาได้มีการพิสูจน์ให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤตพลังงานคราวก่อน และอาจได้เห็นกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หากสงครามในตะวันออกกลางยังบานปลายลุกลามไปสู่การโจมตีตอบโต้ซาอุดิอาระเบีย ที่โรงกลั่นน้ำมัน และท่อส่งน้ำมันและก๊าซได้รับความเสียหาย


ล่าสุดกรณีเหตุการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่รอบแรกเพิ่งผ่านไป และกำลังลุ้นอยู่ว่าจะเกิดรอบสองตามมาอีกหรือไม่ แม้ว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ตัวการสำคัญต้องพุ่งเป้าไปที่ กรุงเทพมหานคร คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นหลัก แต่ นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ทั้งในเรื่องการแจ้งเตือน การบริหารจัดการน้ำ ที่มีหน่วยงานของรัฐบาลคอยกำกับดูแลประสานงาน ซึ่งลำดับต่อจากนี้ให้รอดูในเรื่อง “ฟื้นฟูเยียวยา” ที่จะต้องเกิดปัญหาร้องเรียน หากไม่อยากดักคอล่วงหน้า ก็ให้จับตาดูการทำงานของ “กระทรวงมหาดไทย” นั่นแหละ จะเกิดเรื่องอื้อฉาวตามมาในระดับจังหวัดหลายพื้นที่ และที่ผ่านมา “ไม่เคยถอดบทเรียน”

ส่วนเป้าหมายอีกคนของฝ่ายค้านสำหรับการซักฟอกครั้งนี้ คาดเดาไม่ผิดก็ต้องเป็น “ลูกนก” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ซึ่งนอกจากสร้างผลงานไว้ชวน “น่าสงสัย” ไว้หลายเรื่อง ที่เห็นชัดก็คือ “AI Passport” เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ยังมีคนใกล้ตัวที่เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีในยุค “อนุทิน 1” จนเวลานี้เกิดเรื่องแดงขึ้นมาจากกรณี “เว็บพนัน” รวมไปถึงเรื่องการแจงบัญชีทรัพย์สิน ที่สืบค้นภายหลังพบว่า อาจส่อไปทางแจ้งเท็จหรือปิดบังอำพรางหรือเปล่า

กรณีของนายไชยชนก ชิดชอบ ที่บอกว่าเป็นอีกเป้าหมายหลัก เพราะนอกจากเป็นลูกชายของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่เป็น “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว เป็น “แบ็กกราวด์” ของพรรค รัฐบาล รวมไปถึงชี้อนาคตนายกรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย


ส่วนรัฐมนตรีรายอื่นที่เหลือนอกนั้น เช่น บรรดา “ลูกเทพ” ทั้งหลาย แทบทั้งหมดลักษณะไม่ต่างจากประเภท “ไร้ตัวตน” จะมีหรือไม่มีก็ได้ แทบไร้ความหมาย การบริหารจัดการหรือการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ในฐานะรัฐมนตรีถูกมองว่าไม่ต่างจาก “เด็กฝึกงาน”

ขณะที่ในฟากฝั่งของฝ่ายค้าน นาทีนี้ก็น่าจับตาเช่นเดียวกัน ว่า ระหว่างพรรคประชาชน ที่เป็นพรรคแกนนำ กับพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะมีบทบาทโดดเด่นกว่ากัน เพราะด้วยลีลาและวาทะ ก็ต้องถือว่า ฝ่ายประชาธิปัตย์ ย่อมประมาทไม่ได้เป็นอันขาด

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์รักษามาตรฐานการอภิปรายไว้สูงมาโดยตลอด การอภิปรายไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นหน้าที่ในการตรวจสอบหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้องตามกฎหมาย และมุ่งเน้นไปที่ปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเหตุผลที่ประชาชนยังคงเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลมาจากปัญหาการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดปัจจุบัน


ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สรุปหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่จะใช้อภิปรายรัฐบาลออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ขีดความสามารถทางสติปัญญาของทีมผู้บริหารประเทศ 2. ขีดความสามารถในการรับมือและจัดการภัยพิบัติ รวมถึงวิกฤตการณ์ต่างๆ และ 3. เรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาล ที่ยังคงเป็นข้อแคลงใจของสังคม

ดร.การดี ยังได้ตั้งคำถามไว้ 3 ประเด็นดังกล่าว หากแปลจากคำวิชาการให้เข้าใจง่าย ก็คือ เรื่อง “โง่ ห่วย เลว” ซึ่งฝ่ายค้านจะขุดลึกในรายละเอียด เพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นว่า กลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศอยู่ ณ ตอนนี้ มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่

เพียงแค่นี้ก็ถือว่า “แสบๆคันๆ” เรียกน้ำย่อยก่อนวันดีเดย์มาถึง และ “สามคำ” ที่ว่านั้น มันก็ทำให้มองเห็นภาพได้เหมือนกัน !!