เมืองไทย 360 องศา
กลายเป็นว่าในตอนนี้ “ไทยพีบีเอส” หรือที่เรียกเป็นทางการว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กำลังเจอกับคำถามและเกิดแรงกระแทกจากสังคมครั้งใหญ่ในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน และยังเชื่ออีกว่า นี่คือแรงกระเพื่อมที่จะทำให้สื่อที่ หลายคนบอกว่านี่คือ “สื่อสาธารณะ” จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนจะถึงขั้นต้อง “ยุบทิ้ง” หรือว่าต้องมีการ “ปรับรื้อองค์กร” กันครั้งใหญ่หรือไม่ ต้องมาติดตามกันอย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอส เริ่มถูกวิจารณ์หนักข้อขึ้นเรื่อยๆในเรื่องการใช้จ่ายที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะในเรื่องที่สื่อไปในทางทุจริตในองค์กร การจ้างงานบุคลากร การจ้างผลิตรายการ ที่แพงเกินจริง อีกทั้งประสิทธิภาพในเรื่องการรายงานข่าวสารที่ถูกมองว่าไม่ได้มีคุณภาพโดดเด่นเมื่อเทียบกับสื่อโทรทัศน์ช่องอื่น มีการเปรียบเทียบในเรื่องของงบประมาณและรายได้เมื่อเทียบกัน
อีกทั้งภายในองค์กรถูกวิจารณ์ในเรื่องของการ “เล่นพรรคเล่นพวก” รวมไปถึงการนำเสนอรายการไม่ว่าจะเป็นการรายงานข่าว หรือการจ้างผลิตรายการหลายครั้งเกิดความผิดพลาด และไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาในแต่ละปี
สำหรับ “ไทยพีบีเอส” มีรายได้หรือได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 โดยมีเพดานกำหนดไว้ไม่เกิน 2 พันล้านบาทต่อปี สรุปก็คือ มีรายได้จากการสนับสนุนจากภาษีดังกล่าว หรือที่เรียกว่า “ภาษีบาป” ราวปีละ 2 พันล้านบาทนั่นแหละ ซึ่งถือว่าเป็นรายละในแต่ละปีจำนวนมหาศาล สำหรับคนทำสื่ออื่นๆ ที่ต้องปากกัดตีนถีบ ดังนั้น ลักษณะของ ไทยพีบีเอส ก็ไม่ต่างจาก “เสือนอนกิน”
อย่างไรก็ดี เรื่องราวภายในองค์กรสื่อแห่งนี้ ก็มีเรื่อง “อื้อฉาว” ที่ถูกแฉกันเองโดย “คนใน” หรือ “อดีตคนใน” ที่ทนไม่ไหวจนต้องออกมา หรือไม่บางคนก็ออกมาในแบบถูกกีดกัน แต่ถึงอย่างไรก็มีความจริง โดยเฉพาะในเรื่องของ “ค่ารถ” ของผู้บริหารที่ไม่ถูกระเบียบ การจ้างผลิตรายการ รวมไปถึงค่าตอบแทนพิธีกร จนมีการร้องไปที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยระบุว่า พบข้อบกพร่องในการจัดจ้างผลิตรายการและการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ รวมวงเงินประมาณ 85 ล้านบาท พร้อมแจ้งให้หน่วยรับตรวจดำเนินการตรวจสอบความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางวินัยและทางละเมิด เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย
ทั้งนี้ การตรวจสอบครั้งนี้มีที่มาจากข้อร้องเรียนของเจ้าหน้าที่ภายในไทยพีบีเอสในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ รวมถึงการใช้ทรัพย์สินขององค์กรและประสิทธิภาพการบริหารงาน
สำหรับผลการตรวจสอบด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย พบข้อบกพร่องสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การจ้างผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” โดยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2568 โดยอ้างกระบวนการคัดเลือกตามระเบียบของไทยพีบีเอส ทั้งที่ขอบเขตงานตามสัญญามีลักษณะเป็นการจัดหาอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้องถ่ายทำ เลนส์ และไมโครโฟน อีกทั้งไม่มีการประเมินเรตติ้งของรายการ
สตง.เห็นว่า การจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก่อให้เกิดความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท
อีกประเด็นเป็นการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยพบว่า ไทยพีบีเอสใช้แนวทางการเบิกจ่ายภายในและคำสั่งมอบอำนาจอนุมัติทางการเงิน แต่ไม่มีระเบียบเฉพาะกำหนดอัตราค่าตอบแทนรองรับ
ต่อมา เมื่อมีการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณฉบับใหม่ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2567 แนวทางและคำสั่งเดิมไม่สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายได้อีก ส่งผลให้การจ่ายค่าตอบแทนในปีงบประมาณ 2568 ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คิดเป็นวงเงินที่ถูกทักท้วงประมาณ 65-70 ล้านบาท
ผลการตรวจสอบทั้งสองประเด็น มีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 85 ล้านบาท โดย สตง.ได้แจ้งให้หน่วยรับตรวจดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ทั้งการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดและการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นผลการสอบสวนของ สตง. ตามการร้องเรียน ในเรื่องของความมิชอบและไม่ชอบมาพากลภายในองค์กร ซึ่งต้องดำเนินการกันต่อไป
แต่สำหรับ “ไทยพีบีเอส” ในเวลานี้ กำลังถูกสังคมวิจารณ์มากที่สุด ถูกมองในเรื่องของ “ความคุ้มค่า” เมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนที่ได้รับในแต่ละปีอย่างมั่นคง โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรก็อยู่ได้ ขณะเดียวกันเมื่อมีการตรวจสอบรายได้ผู้บริหาร การจ้างพิเศษบุคคลภายนอกในอัตราสูง ลักษณะจึงไม่ต่างจาก “เสือนอนกิน” มานานนับสิบปี
ประกอบกับในยุคปัจจุบัน “สื่อวิทยุ โทรทัศน์” มีบทบาทน้อยลงจนแทบจะไม่ใช่กลายเป็นสื่อหลักที่สังคมต้องคอยนั่งเฝ้าหน้าจอกันเป็นเวลานาน อีกทั้งสื่อในยุคปัจจุบัน ในยุคออนนไลน์ กลายเป็นยุคที่ทุกคนก็สามารถ “เป็นสื่อ”ได้ไม่ยาก ต่างจากยุคที่ถือกำเนิดของ “ไทยพีบีเอส” จากการที่สื่อถูกปิดหูปิดตาในยุคเผด็จการ ดังจะเห็นได้จากเวลานี้สื่อในยุคก่อนที่เคยทรงพลัง แต่ในตอนนี้ล้วนต้องปรับตัวและอยู่กันอย่างยากลำบาก ขณะที่สังคมภายนอกที่มองเข้าไปในไทยพีบีเอส ที่เหมือนกับว่ากำลัง “เสวยสุข” มันก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่า เส้นทางข้างหน้าของสื่อที่เรียกว่า “สื่อสาธารณะ” แห่งนี้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนจะถึงขั้น“ยุบทิ้ง” ตามที่มีการส่งเสียงออกมาแบบดุเดือด หรือจะออกมาในแบบต้อง “รื้อ” องค์กรกันครั้งใหญ่ หรือไม่คงต้องมาเฝ้ามองกัน แต่ถึงอย่างไรคงไม่เหมือนเดิมแล้ว!!


