xs
xsm
sm
md
lg

สุนัขตาย เห็บหมัดโดดหนี !? “เทพชัย หย่อง” ทิ้งเก้าอี้ที่ปรึกษาไทยพีบีเอส เงินเดือน 270,000 บาท ที่เป็นมาแล้วถึง 8 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง “ไทยพีบีเอส” กันอีกสักรอบ เพราะกำลังเข้มข้นการละครมาก!
 
คราวนี้เป็นเรื่องของคนข่าวรุ่นใหญ่ ที่ชื่อว่า “เทพชัย หย่อง” อดีตผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส ซึ่งมีรายงานว่าได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” เดือนละ 270,000 บาท และอยู่ในบทบาทที่ปรึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี

ล่าสุดวันที่ 13 ตุลาคม 2569 มีข่าวสะพัดว่า “เทพชัย” ได้แจ้ง “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส คนปัจจุบัน ว่าต้องการยุติสัญญาจ้างก่อนกำหนด โดยจะมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

ถ้าเป็นไปตามข่าว ก็เท่ากับว่าสัญญาที่เดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ถูกยุติก่อนกำหนดถึงสองเดือน

แต่เรื่องนี้อยากชวนให้ดูมากกว่าแค่ข่าวว่า ใครจะลาออก เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมตำแหน่งที่ปรึกษาขององค์กรสื่อสาธารณะ จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่ากันหนักขนาดนี้?

ก่อนอื่น เรามารู้จัก “เทพชัย หย่อง” กันก่อน

“เทพชัย หย่อง” เกิดที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นน้องชายของ “สุทธิชัย หยุ่น”
 
สาเหตุที่ “เทพชัย” มีนามสกุลต่างจาก “สุทธิชัย” เพราะตอนไปแจ้งเกิด เจ้าหน้าที่อำเภอเขียนนามสกุลในสูติบัตรผิดเท่านั้นเอง แล้วไม่ได้ไปแจ้งเปลี่ยน จึงใช้นามสกุลนี้เรื่อยมา ... เข่ากรุง มาเรียนรัฐศาสตร์ รามคำแหง แต่เรียนได้สองปีกว่า ก็ลาออก เนื่องจากทำงานไปพร้อมกัน ทำให้ไม่มีเวลาพอ

“เทพชัย” ไม่ใช่คนหน้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาใน ไทยพีบีเอส แต่เป็นคนข่าวที่อยู่ในวงการสื่อมานานกว่า 40 ปี

เส้นทางของเขา เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานพิสูจน์อักษร หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ก่อนจะเติบโตผ่านงานข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ งานบรรณาธิการ และงานสัมภาษณ์ข่าวทางโทรทัศน์
 
พูดง่ายๆว่าเป็นคนที่สั่งสมประสบการณ์ในวงการสื่อมานาน และมีประสบการณ์ด้านข่าวต่างประเทศโดยตรง
 
เมื่อ “ไทยพีบีเอส” เริ่มต้นขึ้นในปี 2551 “เทพชัย” ก็เข้ามารับบทบาทสำคัญ โดยเริ่มจาก รักษาการผู้อำนวยการ ก่อนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเต็มวาระ ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ถึง วันที่ 9 ตุลาคม 2555

นี่จึงไม่ใช่แค่คนที่เข้ามารับงานชิ้นหนึ่ง แล้วเดินออกไป เพราะเมื่อออกจากเก้าอี้ผู้อำนวยการ เส้นทางของเขาก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น แต่ได้ยึดหัวหาดที่นี่มาอย่างยาวนาน

ในปี 2560 ช่วงที่ “ดร.วิลาสินี พิพิธกุล” เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส มีรายงานว่า “เทพชัย” ได้กลับมารับบทบาทผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานข่าว ก่อนจะมีบทบาทในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และที่ปรึกษาฝ่ายข่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Thai PBS World สื่อข่าวภาษาอังกฤษ ขององค์กร

ช่วงนี้แหละ ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ จากผู้อำนวยการ กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ... จากคนที่เคยบริหารองค์กร มาเป็นคนที่องค์กรจ้างให้ใช้ความรู้และประสบการณ์ต่อไป และยาวมาถึงปัจจุบัน
 
การจ้างอดีตผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญกลับมาทำงาน ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบางครั้งองค์กรก็จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของคนที่มีความรู้เฉพาะทาง

แต่คำถามที่คนอยากรู้ และหยิบมาเป็นประเด็นในตอนนี้ คือ เมื่อจ้างแล้ว จ้างให้มาทำอะไร มีผลงานอะไร มีเป้าหมายอะไร แล้วค่าตอบแทนที่จ่ายไปนั้น คุ้มค่าหรือไม่ ?!

นี่คือสิ่งที่ “เทพชัย” และผู้บริหาร“ไทยพีบีเอส” ต้องตอบให้ชัด!

ทีนี้มาดูตัวเลขค่าตอบแทนกันบ้าง… ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ ระบุว่าเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 มีการทำสัญญาจ้าง”เทพชัย” ในอัตราเดือนละ 270,000 บาท โดยต่อสัญญาเป็นรายปี
 
เมื่อสัญญาเดิมสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ก็มีการต่อสัญญาออกไปอีกหนึ่งปี ตั้งแต่ เดือนมกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ด้วยอัตราเดิม

ลองคำนวณกันง่ายๆ ตัวเลขกลมๆ เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ไม่เกี่ยวเงินอย่างอื่น คือ เดือนละ 270,000 บาท ปีหนึ่งก็ 3,240,000 บาท
 
สามล้านสองแสนสี่หมื่นบาทต่อปี!

ถ้าคิดเฉพาะสองปีตามอัตรานี้ ก็เป็นเงิน 6,480,000 บาท เข้าไปแล้ว

ท่านสาธุชน คนเสียภาษีทั้งหลาย เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินที่เราควรจะมองข้ามได้ง่ายๆเพราะ “ไทยพีบีเอส”เป็นองค์กรสื่อสาธารณะ ที่ใช้เงินจากภาษีประชาชน เงินทุกบาทจึงควรมีคำอธิบายว่า จ่ายไปเพื่ออะไร และประชาชนได้รับประโยชน์กลับมาอย่างไร

ยิ่งเป็นตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” ที่มีค่าตอบแทนระดับเดือนละ 270,000 บาท ก็ยิ่งต้องมีรายละเอียดของงาน และ ผลลัพธ์ให้ตรวจสอบได้

ไม่ใช่แค่บอกว่า เป็นคนมีประสบการณ์ มีความสามารถ หรือเป็นคนที่วงการรู้จักกันดี แล้วจบเรื่องไป

เพราะความเก่ง กับความคุ้มค่า มันเป็นคนละเรื่องกัน!
 
แล้ว “ไทยพีบีเอส” มีคำชี้แจงอย่างไร?

เมื่อเดือนธันวาคม 2568 “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” ผอ.ไทยพีบีเอส คนปัจจุบัน เคยชี้แจงผ่านสื่อว่า การต่อสัญญา “เทพชัย”เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย หรือ กนย. โดยผู้อำนวยการมีหน้าที่เสนอชื่อ และเหตุผลสำคัญ คือองค์กรต้องการเดินหน้าด้านข่าวต่างประเทศ รวมถึงการจัดประชุมสื่อระดับโลกในปี 2569 ซึ่งเห็นว่า “เทพชัย” มีความรู้ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

นี่คือคำอธิบายจากฝ่ายบริหาร ที่บอกประชาชนผ่านสื่อ
 
แต่การมีเหตุผลในการจ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่า คำถามเรื่องความคุ้มค่า จะหมดไป เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ รายละเอียดของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ผลงานที่ส่งมอบ และเกณฑ์ประเมิน ว่าเงินสามล้านกว่าบาทต่อปี สร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ให้กับประชาชน ได้มากน้อยแค่ไหน
 
ถ้ามีผลงานชัดเจน ก็เปิดให้ตรวจสอบกันไปเลย อย่ากั๊ก ... ถ้ามีเหตุผลรองรับค่าตอบแทน ก็อธิบายให้สังคมเข้าใจ อย่าอมพะนำ!

แต่ถ้ารายละเอียดงานไม่ชัด หรือไม่มีข้อมูลที่ใช้ประเมินความคุ้มค่าได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่องค์กรควรกลับไปทบทวน

เพราะสื่อสาธารณะ มีหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น แล้วตัวเองก็ต้องพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบด้วยเช่นกัน
 
ทีนี้มาถึงข่าวว่า “เทพชัย” จะลาออกต้นเดือนหน้า ก็เลยอยากชวนให้คิด ในเชิงเปรียบเทียบสักหน่อย

เวลาองค์กรแห่งหนึ่งกำลังเผชิญแรงกดดัน มีข้อร้องเรียน มีการตรวจสอบ และมีคำถามจากสังคม คนที่อยู่ในองค์กร ก็ย่อมต้องตัดสินใจว่า จะเดินหน้าชี้แจง ทำงานต่อไป หรือ ยุติบทบาทของตัวเอง
 
ถ้าเปรียบองค์กรเป็นเรือลำหนึ่ง เวลาท้องฟ้าแจ่มใส ทุกคนก็อาจทำงานกันตามปกติ แต่พอเกิดพายุขึ้นมา คนบนเรือก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ใครรับผิดชอบส่วนไหน และใครพร้อมอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
 
ส่วนการลาออกนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลอะไร ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่า คนคนนั้นทำผิด หรือกำลังหลบหนีความรับผิดชอบ
 
ฉะนั้น จึงยังไม่อยากฟันธงว่า “เทพชัย” ตัดสินใจลาออก เพราะกระแสวิจารณ์เรื่องค่าตอบแทนสูงลิ่วหรือไม่ เพราะต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการเสียก่อน
 
แต่ถ้าข่าวนี้เป็นจริง แล้วการยุติสัญญาจะทำให้ประเด็นต่างๆ ที่สังคมตั้งคำถามได้รับคำตอบไปด้วยหรือเปล่า?

เพราะถึงคนคนหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง แต่คำถามเกี่ยวกับกระบวนการจ้างงาน การกำหนดค่าตอบแทน และการประเมินผลงานขององค์กร ก็ยังคงอยู่
 
จะให้คนหนึ่งออกจากตำแหน่ง แล้วเรื่องทั้งหมดก็เงียบหายไป แบบนี้คงไม่ได้...และตรงนี้แหละที่อยากฝากถึงผู้บริหาร “ไทยพีบีเอส”
 
อย่าปล่อยให้สังคมรู้สึกว่า องค์กรมีระบบที่คนซึ่งเคยอยู่ในตำแหน่งสำคัญสามารถเปลี่ยนบทบาท แล้วได้รับการจ้างงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยที่ประชาชนไม่เห็นรายละเอียดเพียงพอ ว่าได้ทำอะไร และสร้างประโยชน์อะไรกลับมา

เพราะเงินเดือนละ 270,000 บาท ปีละ 3 ล้านกว่า เป็นตัวเลขที่มากพอจะทำให้สังคมตั้งคำถาม และองค์กร ควรตอบคำถามเหล่านั้นด้วยข้อมูล ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นในตัวบุคคลว่า เขาเก่ง !