xs
xsm
sm
md
lg

“ทักษิณ” คนเดิมมาแล้ว สร้างกระแสกดดันนิรโทษ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

เงียบๆอยู่สักพักสำหรับ นายทักษิณ ชินวัตร นึกว่า จะอยู่บ้านเลี้ยงหลานในบั้นปลายแบบเงียบๆ ตามที่เคยกล่าวเอาไว้ แม้ว่า ไม่กี่วันที่ผ่านมา (วันที่ 7 ตุลาคม) เขาได้ปรากฏตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเพื่อเบิกความไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีฟ้องกรมสรรพากรยึดและอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน จากการบังคับให้ชำระภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป เมื่อปี 49 โดยศาลนัดชี้วันที่ 29 พฤศจิกายน ปีนี้

แต่ล่าสุด ถัดมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ก็มีรายงานข่าว นายทักษิณ ได้มอบหมายให้ ทนายความยื่นขอนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยอ้างว่า อายุมาก เคยทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองมามาก ทั้งที่กฎหมายห้ามไม่ไห้นิรโทษกับคนที่ต้องโทษคดีทุจริตมาก่อน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 โดยหวังว่าจะมีการตีความแบบกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย พร้อมอ้างว่านายทักษิณ ต้องการล้างมลทินจากข้อกล่าวหา ไปใช้ชีวิตสงบสุขเพราะอายุมากแล้ว ไม่ประสงค์จะยุ่งเรื่องการเมือง และต้องการให้เห็นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้นนั้น

แน่นอนว่าในกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร นั้นถือว่ามีความชัดเจนว่า “ทำไม่ได้” เพราะเขาถูกศาลตัดสินความผิดถูกจำคุก จากคดีทุจริตหลายคดี โดยรวมโทษจำคุกเป็นเวลา 8 ปี และต่อมาเขาได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษโดยยอมรับสารภาพความผิด จนลดโทษเหลือแค่จำคุก 1 ปี แต่ถึงอย่างไร ก็ยังเกิดปัญหาเมื่อมีเรื่อง “ตุกติก” เกิดขึ้นจนได้ จากกรณี “ชั้น 14” อันอื้อฉาว และในที่สุดเขาก็ต้องกลับมารับโทษจำคุกที่เหลืออีก 1 ปี จนครบจนได้

แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า หากมีช่องทาง“ให้ลอด” หรือไม่ต้องทำตามระเบียบกฎหมายเหมือนคนอื่น โดยอาศัยเครือข่ายอำนาจที่ยังมีอยู่อย่างกว้างขวาง เขาก็ต้องทำทุกทาง ซึ่งกรณี “ชั้น 14” ถือว่าเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ขายหุ้นชินคอร์ป” โดยไม่เสียภาษี และอีกหลายคดีที่ต่อมาศาลได้ตัดสินโทษจำคุกจากคดีทุจริตอีกหลายคดีในเวลาต่อมา

สำหรับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ได้มีโอกาสลดความขัดแย้ง และกลับมาร่วมกันพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้ มีข้อยกเว้นอย่างชัดเจน โดยไม่ครอบคลุมผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่าหรือพยายามฆ่า ตลอดจนความผิดต่อส่วนตัว ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 ที่ระบุว่า ไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดีฐานทุจริตประพฤติมิชอบ

ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกใน 4 คดีหลัก ดังนี้

1.คดีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก (จำคุก 2 ปี) 2. คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า (จำคุก 3 ปี) 3. คดีโครงการหวยบนดิน (จำคุก 2 ปี) 4. คดีแปลงสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป (จำคุก 5 ปี)

อย่างไรก็ตาม ในคดีที่ 2, 3 และ 4 เมื่อนับโทษต่อกันแล้ว เดิมมีโทษจำคุกรวมกัน 10 ปี แต่เนื่องจากบางคดีนับโทษซ้อนกัน ศาลฎีกาฯ จึงสั่งบังคับโทษจำคุกสุทธิ 8 ปี ต่อมาหลังจากเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2566 นายทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุกจริง 1 ปี

นั่นคือ “แบ็กกราวด์” คร่าวๆของนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งในเรื่องพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลพิพากษาความผิดแล้ว รวมทั้งการกระทำความผิดในหลายกรณีในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า เขามักจะมีพฤติกรรม “เลี่ยงกฎหมาย” ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ แม้กระทั่งหลังจากที่มีพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกจาก 8 ปี เหลือ 1 ปีแล้วก็ตาม จากกรณีอื้อฉาว “ชั้น 14” ในเวลาต่อมา
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันที่ยังมีความพยายามยื่นขอนิรโทษกรรม และ “ล้างมลทิน” ทั้งที่มีความชัดเจนอยู่แล้วในทางกฎหมาย ว่า “ทำไม่ได้” เพราะมีข้อยกเว้นอยู่แล้วว่า ไม่ครอบคลุมไปถึงคนที่ทำความผิดเกี่ยวกับ “คดีทุจริต” ซึ่งเชื่อว่า คนอย่าง นายทักษิณ ก็รู้ และที่ปรึกษากฎหมายของเขาที่มีมากมาย ย่อมรู้ดี

ดังนั้น เมื่อทุกอย่างชัดเจนว่า“มีข้อห้าม”แบบนี้ แต่ก็ยังดันทุรังโดยยกข้ออ้างในเรื่อง “เคยทำประโยชน์” ให้บ้านเมืองมากมาย ไม่ยุ่งการเมือง อายุมากแล้ว สารพัด ซึ่งในทางกฎหมาย เมื่อเป็นข้อห้ามหรือข้อยกเว้น ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมทำไม่ได้ แต่การที่เขารู้แล้วยังเดินหน้าแบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากการ “สร้างกระแส” สังคม จากคนที่ยังสนับสนุนเขาขึ้นมาเพื่อสร้างแรงกดดัน จนในที่สุดแล้วมันก็จะเกิดความเสี่ยงที่จะกลับมา “ตึงเครียด” กันอีกรอบ แม้ว่าเที่ยวนี้ “พลังจะอ่อนยวบ” ลงไปมากแล้วก็ตาม

แต่เมื่อยังพอมีช่อง เขาก็ยังดึงดัน แม้ว่าจะเป็นไปได้ยากก็ตาม แต่ก็อย่างว่า นี่แหละคือทักษิณ คนเดิม แบบเดิม ไม่เคยเปลี่ยน!!