นักวิชาการ–เครือข่ายสุขภาพเปิดศึกค้านรื้อเงิน สสส. เชื่อปมแท้โยงงบรัฐตึงตัว ฝ่ายการเมืองต้องการเงินไปขับเคลื่อนนโยบายใหม่ จับตาใช้ข้ออ้างวินัยการคลังดึงเงินกองทุนกลับส่วนกลาง ทั้งที่กฎหมายไม่ได้บังคับยกเลิกแหล่งเงินจัดสรรเฉพาะ เตือนหากตัดทุนงานป้องกันโรค ลดเหล้า–บุหรี่ และช่วยกลุ่มเปราะบางสะดุด ตั้งคำถามใครได้ประโยชน์ โดยเฉพาะธุรกิจบุหรี่ที่เคยต่อต้านการจัดสรรภาษีเพื่อสุขภาพในอดีต
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา นักวิชาการและเครือข่ายสุขภาพร่วมอภิปรายในเวที “แก้กฎหมาย 4 องค์กรเพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย” โดยยกผลงานลดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ การพัฒนาสุขภาพชุมชน การส่งเสริมอาชีพคนพิการ และการดูแลเด็กเปราะบาง เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รักษาแหล่งเงินของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ( สสส.)พร้อมเสนอให้เปิดเผยผลประเมินและปรับปรุงการใช้จ่าย ขณะที่นักวิชาการด้านการคลังวิเคราะห์ว่า แรงผลักให้เปลี่ยนโครงสร้างเงินกองทุนเกี่ยวข้องกับภาวะงบประมาณตึงตัวและความต้องการหาเงินไปดำเนินนโยบายของฝ่ายการเมือง อีกทั้งยังมีการนำเสนอข้อมูลการต่อต้านกองทุนสุขภาพของบริษัทบุหรี่ในอดีต เพื่อให้สังคมติดตามว่าใครจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนระบบเงินครั้งนี้ โดยเฉพาะหากงานวิจัย การรณรงค์ และการผลักดันมาตรการลดการสูบบุหรี่ขาดเงินสนับสนุนต่อเนื่อง โดย ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความต้องการเงินไปดำเนินนโยบายใหม่เป็นแรงผลักให้ฝ่ายการเมืองหันมาสนใจเงินนอกงบประมาณและเงินกองทุน เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายจำนวนมากมีภาระผูกพันอยู่แล้ว ขณะที่การขึ้นภาษีทำได้ยากและอาจเผชิญแรงคัดค้าน
ดร.พิสิฐ อธิบายว่า แม้งบประมาณรายจ่ายจะเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลต้องรับภาระทั้งเงินเดือน โครงการต่อเนื่อง รายจ่ายตามกฎหมาย และการชำระหนี้ ทำให้เหลือเงินสำหรับนโยบายใหม่จำกัด แต่ละกระทรวงจึงต้องแข่งขันกันขอรับงบประมาณ หากจะดึงเงินกองทุนกลับเข้าส่วนกลาง รัฐบาลต้องชี้แจงว่าจะนำเงินไปใช้กับเรื่องใด และจะสนับสนุนงานเดิมของกองทุนต่ออย่างไร
ส่วนผลกระทบต่อภาคประชาสังคม ดร.พิสิฐเห็นว่า งานที่ชุมชนและเครือข่ายดำเนินการอาจขาดเงินสนับสนุน เพราะเข้าถึงงบประมาณปกติได้ยาก โดยเฉพาะงานใหม่ที่ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน ที่ผ่านมา สสส. เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เสนอวิธีแก้ปัญหาของตนเอง หากเปลี่ยนระบบเงินโดยไม่มีแหล่งทุนรองรับ งานเหล่านี้อาจต้องหยุดลงแม้ชุมชนยังต้องการ
ดร.พิสิฐ ยังวิเคราะห์ว่า แรงผลักให้เปลี่ยนแหล่งเงินมีทั้งเหตุผลทางการคลังและการเมือง การพิจารณาอนาคตของกองทุนจึงต้องตอบให้ชัดว่า เงินที่จะดึงกลับส่วนกลางจะนำไปใช้อย่างไร และประชาชนที่พึ่งพางานเดิมจะได้รับผลกระทบเพียงใด
ขณะที่ รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เอกสารภายในของบริษัทบุหรี่ที่เปิดเผยตามกระบวนการศาลในสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าธุรกิจยาสูบเคยต่อต้านการจัดสรรภาษีเพื่อสนับสนุนงานสุขภาพ เพราะเงินดังกล่าวช่วยให้เกิดงานวิจัย การรณรงค์ และมาตรการควบคุมยาสูบที่กระทบผลประโยชน์ของบริษัท
รศ.พญ.เริงฤดี ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อโต้แย้งที่บริษัทบุหรี่เคยใช้มีทั้งเรื่องความยืดหยุ่นทางการคลัง ประสิทธิภาพการใช้เงิน และความเหมาะสมของการกันรายได้ไว้สำหรับงานเฉพาะ จึงควรตรวจสอบเหตุผลและผู้ได้รับประโยชน์จากข้อเสนอปัจจุบันด้วย ส่วนการจะเชื่อมโยงว่าบริษัทบุหรี่มีส่วนผลักดันข้อเสนอครั้งนี้หรือไม่ ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม
ขณะที่รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ไม่ได้กำหนดให้ยกเลิกแหล่งเงินของทุกองค์กรที่ได้รับรายได้จัดสรรเฉพาะ มาตรา 82 ยกเว้นการใช้บทบัญญัติบางมาตรากับกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม รวมถึงการกันเงินรายได้ ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว
โดยบทบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดเส้นตายให้กฎหมายเดิมสิ้นสุดลง การอ้างวินัยการคลังเพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินของ สสส. จึงต้องอธิบายฐานกฎหมายให้ชัด จะอาศัยเพียงเหตุว่าข้อยกเว้นอยู่ในบทเฉพาะกาลแล้วสรุปว่าต้องยกเลิกไม่ได้
รศ.ดร.เอื้ออารีย์ เสนอให้กำหนดวงเงินตามความจำเป็นของภารกิจ วางหลักเกณฑ์จัดการเงินส่วนเกิน และเสนอแผนงานกับแผนใช้จ่ายต่อรัฐสภา รวมถึงประเมินผลทุก 3–5 ปี เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าองค์กรใช้เงินตามวัตถุประสงค์และบรรลุเป้าหมายเพียงใด
ด้านดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์และอดีตสมาชิกวุฒิสภากล่าวว่า การรวมเงินไว้ส่วนกลางตั้งอยู่บนความคาดหวังว่ารัฐบาลจะจัดสรรเงินได้เหมาะสมที่สุด แต่รัฐบาลอาจเลือกนโยบายที่สร้างความนิยมได้เร็ว มากกว่างานที่ต้องรอผลหลายปี การย้ายเงินเข้าระบบงบประมาณจึงไม่ได้ขจัดความเสี่ยงเรื่องการใช้เงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
การเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัยต้องเริ่มตั้งแต่สุขภาพ รายได้ การออม และที่อยู่อาศัย ไปจนถึงคนที่จะช่วยดูแลเมื่อจำเป็น หากแต่ละหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะส่วนของตน ประชาชนอาจยังขาดความช่วยเหลือในช่วงที่ต้องการ ซึ่งการดำเนินงานของ สสส. ว่า สามารถช่วยประสานคนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันเตรียมความพร้อม โดยมุ่งให้ประชาชนดูแลตนเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การประเมินความคุ้มค่าต้องมองถึงปัญหาและค่าใช้จ่ายที่ป้องกันได้ในอนาคตด้วย
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนงานป้องกันโรค เพราะความเสียหายจากพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับผู้บริโภคเพียงคนเดียว ครอบครัวและสังคมยังต้องรับภาระค่ารักษาและผลกระทบอื่นตามมา หากนำงานป้องกันไปแข่งขันของบประมาณใหม่ทุกปี งานเหล่านี้อาจเสียเปรียบโครงการที่เห็นผลทันที จึงขอเสนอให้ใช้ผลประเมินความคุ้มค่าค้นหาว่างานส่วนใดได้ผล ส่วนใดต้องแก้ และควรจัดสรรเงินอย่างไร มากกว่านำข้อบกพร่องบางเรื่องไปเป็นเหตุเปลี่ยนระบบทั้งหมดโดยยังไม่ประเมินผลที่จะตามมา
โดยยกตัวอย่างงานช่วยคนเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิ งานสร้างอาชีพคนพิการ และงานช่วยคนไร้ที่พึ่งกลับมาดูแลตนเองว่า เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ต้องทดลองวิธีแก้ปัญหาและประสานหลายหน่วยงาน ผลที่เกิดขึ้นมีทั้งรายได้ครอบครัว ภาระการดูแลที่ลดลง และโอกาสใช้ชีวิตในสังคม การประเมินจึงต้องครอบคลุมผลเหล่านี้ด้วย
ดร.นณริฏ ยังเสนอให้เปิดโอกาสแก่ผู้มีข้อเสนอที่ดีเข้าถึงทุน ใช้ผู้ประเมินอิสระ เปิดเผยผลประเมิน และจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจัง โดยเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ปรับปรุงการใช้เงินได้ตรงจุดและพัฒนา สสส. ให้เป็นสถาบันที่เข้มแข็งขึ้น
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า สสส. มีรายได้จากเงินบำรุงกองทุนที่จัดเก็บเพิ่มในอัตรา 2% ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ แหล่งเงินนี้ช่วยให้วางแผนระยะยาวได้ และช่วยรักษาความเป็นอิสระของงานที่ต้องเผชิญผลประโยชน์จากธุรกิจสินค้าเสี่ยงต่อสุขภาพ
ศ.นพ.ประกิตอธิบายว่า การลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราต้องทำต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้ การช่วยให้ประชาชนปรับพฤติกรรม และการผลักดันนโยบาย หากแหล่งเงินไม่แน่นอนหรือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น แผนระยะยาวและเครือข่ายที่ร่วมทำงานย่อมได้รับผลกระทบ
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ตัวอย่างงานที่ สสส. สนับสนุนร่วมกับภาคี ได้แก่ การพัฒนาฐานข้อมูลตำบลและงานวิจัยชุมชน เพื่อให้ท้องถิ่นใช้ข้อมูลวางแผนแก้ปัญหา การสนับสนุนบริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ และการผลักดันคุณภาพอาหารกับงบประมาณอาหารกลางวันเด็กนักเรียน รวมทั้งยังสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ การเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ การส่งเสริมอาหารที่เหมาะสมผ่านสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ตลอดจนกิจกรรมทางกายและการเตรียมชุมชนรับสังคมสูงวัย โดยมีหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น นักวิชาการ และภาคประชาชนร่วมดำเนินการ
ศ.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Global Health เมื่อปี 2567 ใช้ข้อมูลยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายเดือนตลอด 23 ปี พบว่าการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาสัมพันธ์กับการบริโภคในช่วงเข้าพรรษาที่ลดลงประมาณ 9.97% เมื่อเทียบกับช่วงเข้าพรรษาก่อนมีการรณรงค์ ผลนี้จำกัดอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ใช่อัตราการลดลงตลอดทั้งปี
ศ.นพ.พลเทพ ยกผลประเมินแผนงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติดช่วงปี 2561–2565 ซึ่งพบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมประมาณ 6.13 บาทต่อเงินสนับสนุนของ สสส. 1 บาท โดยเป็นผลประเมินเฉพาะแผนงานและช่วงเวลาที่ศึกษา ไม่ใช่ผลตอบแทนของ สสส. ทั้งองค์กรหรือเงินสดที่รัฐได้รับคืน
ส่วนขอบเขตการทำงาน ศ.นพ.พลเทพ อธิบายว่า งานลดเหล้ามีตั้งแต่การรณรงค์ในชุมชน การคัดกรองผู้มีความเสี่ยง การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการส่งต่อผู้มีปัญหาจากการดื่มเข้าสู่การรักษา ผู้ประเมินจึงต้องพิจารณาผลของมาตรการหลายด้านร่วมกัน
ศ.เกียรติคุณ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่องต้องใช้ทั้งภาษี กฎหมาย การบังคับใช้ และบริการช่วยเลิกสูบร่วมกับการรณรงค์ ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาที่ต้องเร่งรับมือ การทำงานของ สสส. จึงต้องมีหน่วยงานรัฐร่วมประสาน โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องใช้อำนาจตามกฎหมาย
"การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต้องทำงานข้ามหน่วยงาน เพราะปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับสินค้า การตลาด สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของประชาชน การประเมินผลงานจึงต้องพิจารณาบทบาทของแต่ละหน่วยงานร่วมกัน"
นางทิชา ณ นคร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า เด็กที่เคยขาดโอกาสต้องการคนรับฟัง พื้นที่เรียนรู้ และโอกาสกลับมาใช้ชีวิตในสังคม เด็กบางคนที่เครือข่ายติดตามตั้งแต่วัยรุ่นเติบโตขึ้นจนมีงานทำและดูแลตนเองได้ แต่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาหลายปี คนทำงานต้องติดตามชีวิตเด็กต่อเนื่องและยอมปรับวิธีของตนเมื่อพบว่าไม่ตรงกับปัญหาที่เด็กเผชิญ ตัวอย่างหนึ่งคืองานป้องกันการสูบบุหรี่ เด็กบางคนไม่ได้กังวลเรื่องอันตรายของนิโคตินเท่ากับการเสียเพื่อนหรือไม่ได้รับการยอมรับ การให้ข้อมูลสุขภาพอย่างเดียวจึงอาจเข้าไม่ถึงเหตุผลที่เด็กตัดสินใจสูบ รวมถึงงานในชุมชนที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้เผชิญความสูญเสียให้มีคนรับฟัง ซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างคนทำงานกับคนในพื้นที่
นางทิชา มองว่าการตัดสินอนาคตของ สสส. ต้องรับฟังผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการด้วย เพราะคนกลุ่มนี้อธิบายได้ว่างานใดช่วยแก้ปัญหาชีวิต และงานใดยังไม่ตอบความต้องการ จึงควรมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการปรับปรุงองค์กรเครือข่ายสุขภาพใช้ตัวอย่างโครงการและผลประเมินเหล่านี้ยืนยันว่า สสส. มีผลงานให้ตรวจสอบ แม้ยังต้องแก้จุดอ่อนในการทำงาน
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอให้ สสส. ต้องปรับปรุงการบริหารและการใช้เงินอย่างต่อเนื่อง หากพบโครงการไม่คุ้มค่า หรือใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ต้องระบุปัญหาและแก้ให้ตรงจุด พร้อมรักษางานที่ยังจำเป็นต่อประชาชนไว้ ส่วนการปรับปรุงองค์กรควรทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและช่วยให้คนทำงานแก้ปัญหาได้ดีขึ้น หากเปลี่ยนระบบจนองค์กรทำงานได้ยาก อาจกระทบภารกิจที่ยังจำเป็น โดยเฉพาะงานที่ต้องร่วมมือกับเครือข่ายนอกระบบราชการ


