xs
xsm
sm
md
lg

“ถาวร” จี้ “แม้ว” หยุดดันทุรังขอล้างผิด มาตรา 3 กม.สันติสุขฯ ระบุชัด ไม่นิรโทษคดีโกง อ้างแก่-วางมือแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ถาวร เสนเนียม” โพสต์เตือน “ทักษิณ” อย่าดันทุรังยื่นขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชี้มาตรา 3 บัญญัติชัดไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริต-ประพฤติมิชอบ พร้อมตั้งคำถามอ้างอายุมากและไม่ยุ่งการเมืองไม่ใช่เหตุที่กฎหมายกำหนด

จากกรณี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยหวังว่าจะมีการตีความแบบกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย พร้อมอ้างว่านายทักษิณต้องการล้างมลทินจากข้อกล่าวหา ไปใช้ชีวิตสงบสุขเพราะอายุมากแล้ว ไม่ประสงค์จะยุ่งเรื่องการเมือง และต้องการให้เห็นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้นนั้น

นายถาวร เสนเนียม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ถาวร เสนเนียม” แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ได้มีโอกาสลดความขัดแย้งและกลับมาร่วมกันพัฒนาประเทศ

นายถาวร เสนเนียม
นายถาวรระบุว่า กฎหมายนี้มีข้อยกเว้นอย่างชัดเจน โดยไม่ครอบคลุมผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่าหรือพยายามฆ่า ตลอดจนความผิดต่อส่วนตัว ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3

นายถาวรกล่าวถึงกรณีนายทักษิณว่า เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกใน 4 คดีที่เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมโทษจำคุก 10 ปี และถูกถอดยศตำรวจ หลังจากนั้นในปี 2566 นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ โดยระบุว่ายอมรับตามคำพิพากษา และได้รับพระมหากรุณาธิคุณลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี

นายถาวรระบุว่า จากข่าวทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ดำเนินการขอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วยอ้างว่าอายุมากแล้ว ไม่ยุ่งการเมืองแล้วนั้น ขอเรียนไปยังทนายความของนายทักษิณ ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 ไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดีฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งชัดเจนมาก ไม่ต้องตีความอะไรเลย จะอ้างว่าอายุมากแล้ว ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ไม่ใช่เหตุผลที่บัญญัติไว้ในกฏหมายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้

“ท่านดำเนินการเรื่องนี้ ท่านมีวัตถุประสงค์อะไร สร้างความสับสน หรือเรียกร้องความสนใจ เรียกร้องความเห็นใจ หรือดันทุรังครับ ท่านอย่าไปสร้างความยุ่งยากกับ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เลยครับ

“หยุดกระทำการดังกล่าวเถอะครับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่นิรโทษกรรมการกระทำผิดในความผิดดังต่อไปนี้ครับ” นายถาวรระบุ


ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกใน 4 คดีหลัก ดังนี้

1. คดีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก (จำคุก 2 ปี)คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายทักษิณในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามยินยอมให้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร (ภริยาในขณะนั้น) เข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ย่านรัชดาภิเษก จำนวน 33 ไร่ ศาลพิพากษาเมื่อปี 2551 เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำผิดต่อหน้าที่ในการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ จึงมีคำสั่งจำคุก 2 ปี (คดีนี้หมดอายุความก่อนการนายทักษิณกลับประเทศไทย)

2. คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า (จำคุก 3 ปี) คดีนี้เกี่ยวกับการอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 4,000 ล้านบาท ให้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า ศาลพิพากษาเมื่อปี 2562 เห็นว่านายทักษิณใช้อำนาจตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ปล่อยกู้เงินเพื่อนำไปใช้จัดซื้อสินค้าและบริการจากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของครอบครัวตนเอง อันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของรัฐ จึงลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

3. คดีโครงการหวยบนดิน (จำคุก 2 ปี) คดีนี้เกิดจากการดำเนินโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว (หวยบนดิน) ในช่วงปี 2546–2549 ศาลพิพากษาเมื่อปี 2562 เห็นว่าการออกสลากดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และการบริหารโครงการมีความเสี่ยงขาดทุนจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ รวมทั้งมีการนำเงินรายได้ไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีคำสั่งจำคุก 2 ปี

4. คดีแปลงสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป (จำคุก 5 ปี) คดีนี้เกี่ยวกับการตราพระราชกำหนดแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่และดาวเทียมให้เป็นภาษีสรรพสามิต รวมถึงการปรับลดอัตราภาษีสัมปทานระบบเติมเงิน (Prepaid) ศาลพิพากษาเมื่อปี 2563 เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอไอเอส ซึ่งตนเองและครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น ทำให้รัฐได้รับความเสียหายและขาดรายได้ ศาลจึงตัดสินจำคุก 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ในคดีที่ 2, 3 และ 4 เมื่อนับโทษต่อกันแล้ว เดิมมีโทษจำคุกรวมกัน 10 ปี แต่เนื่องจากบางคดีนับโทษซ้อนกัน ศาลฎีกาฯ จึงสั่งบังคับโทษจำคุกสุทธิ 8 ปี ต่อมาหลังจากเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2566 นายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุกจริง 1 ปี แต่นายทักษิณได้ใช้วิธีหลีกเลี่ยงกฎหมายไปพักที่โรงพยาบาลตำรวจแทนการจำคุกในเรือนจำ ศาลฯ จึงพิพากษาให้จำคุกอีกครั้ง 1 ปี เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 จนกระทั่งได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569