xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลย้ำอนาคตเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ ชูยอดลงทุนพุ่ง-ดัน AI สร้างรายได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลรับฟังข้อกังวลด้านเศรษฐกิจของ "กรณ์ จาติกวณิช" แต่ย้ำว่าอนาคตไทยยังมีโอกาสเติบโต จากเสถียรภาพที่ได้รับปรับแนวโน้มเครดิตเป็น Stable และยอดลงทุนจริงพุ่งสูง พร้อมมุ่งแก้โจทย์ยากทั้งหนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย โดยดันการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง AI ให้เปลี่ยนเป็นอาชีพ รายได้ และโอกาสที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

วันนี้ (13 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าว่า รัฐบาลรับฟังคำเตือนและยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และสังคมสูงวัย แต่การนำปัญหาที่มีอยู่ในวันนี้ไปสรุปว่าอนาคตประเทศไทยจะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการประเมินที่ยังไม่ครบถ้วน เพราะมองข้ามทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

“คุณกรณ์ตั้งคำถามว่าอีก 5 ปีประเทศไทยจะเป็นอย่างไร รัฐบาลเห็นว่าเป็นคำถามที่ดีค่ะ แต่คำถามที่ดีไม่ควรมีคำตอบล่วงหน้าว่าประเทศไทยจะต้องแย่ลงเสมอไป การเตือนถึงความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การนำความเสี่ยงมาสรุปเป็นอนาคตของประเทศ โดยไม่พิจารณาโอกาสที่กำลังเกิดขึ้น ก็อาจทำให้ประชาชนมองไม่เห็นศักยภาพที่ประเทศไทยยังมีอยู่ค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อเท็จจริงล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีแต่สัญญาณด้านลบ โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และปรับแนวโน้มจาก Negative เป็น Stable ซึ่งสะท้อนการประเมินความเสี่ยงที่ดีขึ้น ขณะที่ Reuters เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย แต่ยังมีความทนทานต่อแรงกดดัน และมีสถานการณ์แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

“หากจะพูดถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ก็ควรพูดถึงข้อเท็จจริงอีกด้านด้วยค่ะ Fitch ไม่ได้ปรับแนวโน้มเครดิตไทยจาก Negative เป็น Stable โดยไม่มีเหตุผล และ Reuters ก็ไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังกลับไปสู่วิกฤตแบบปี 2540 รัฐบาลไม่ได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แต่เพื่อยืนยันว่าการประเมินอนาคตประเทศต้องดูข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความกังวลของตนเองค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า ด้านการลงทุน ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ขณะที่มีเงินลงทุนจริงในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 โดยเป็นการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงกว่า 127,000 ล้านบาท

“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความหวังบนกระดาษค่ะ เพราะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริงแล้วกว่า 5.35 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลก็ไม่ได้บอกว่าตัวเลขลงทุนสูงแล้วประชาชนจะมีรายได้ดีขึ้นทันที สิ่งที่ต้องทำต่อคือเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นงานที่มีคุณภาพ สร้างรายได้ให้แรงงานไทย และเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่ปล่อยให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามข้อกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับร้อยละ 85.9 ของ GDP รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย ข้อจำกัดทางการคลัง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI ที่ต้องเพิ่มการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีในประเทศ พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

“รัฐบาลยอมรับว่าประเทศไทยมีโจทย์ยากที่ต้องแก้ แต่การยอมรับปัญหาไม่ใช่การยอมจำนนต่อปัญหาค่ะ หากวันนี้เรามองเห็นแต่หนี้ มองเห็นแต่การเติบโตต่ำ และมองเห็นแต่ข้อจำกัด โดยไม่มองการลงทุนใหม่และโอกาสจากอุตสาหกรรมอนาคต ก็เท่ากับเรากำลังตัดสินอนาคตประเทศจากปัญหาในอดีตและปัจจุบันเพียงด้านเดียวค่ะ”

“อีก 5 ปีประเทศไทยจะเป็นอย่างไร รัฐบาลต้องตอบด้วยผลงาน ไม่ใช่คำพูด และฝ่ายค้านก็มีสิทธิตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่การวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ควรช่วยให้ประเทศเห็นทั้งปัญหาและทางออก ไม่ใช่ทำให้ความกังวลกลายเป็นข้อสรุปว่าประเทศไทยไม่มีอนาคต เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครมองปัญหาได้รุนแรงกว่า แต่คือใครสามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นทางออก เปลี่ยนการลงทุนให้เป็นงาน และเปลี่ยนโอกาสทางเศรษฐกิจให้เป็นรายได้ที่ดีขึ้นของคนไทยได้จริงค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว