xs
xsm
sm
md
lg

“ซักฟอก”ทำลายศรัทธา เป้าหลักอนุทิน-ไชยชนก!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา


หลังจากฝ่ายค้านที่มีแกนหลักสองพรรค คือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 18 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว คาดว่าการอภิปรายคงจะเกิดขึ้นในราวปลายเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ บรรดารัฐมนตรีทั้ง 18 คนดังกล่าว ที่ฝ่ายค้าน “ยื่นซักฟอก” นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงคนอื่น แต่ที่น่าจับตาก็คือ เป้าหมายนอกเหนือจากนายอนุทิน แล้ว คราวนี้กลุ่มรัฐมนตรี ที่น่าจะโดนหนักอีกคนที่เหลือ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมาก็เคยถูกฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ เปิดโปงมาอย่างต่อเนื่อง จากกรณีอื้อฉาวมาหลายเรื่อง ทั้งเรื่อง TH-AI Passport และล่าสุดมีกรณี ส.ส.ในพรรคภูมิใจไทย และคนใกล้ชิดถูกกล่าวหาว่าสามีเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน รวมไปถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ดังนั้น ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกมองว่าบริหารงานล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้เกิดการ “กินรวบ” สร้างระบอบน้ำเงิน ขึ้นมาสารพัด เอาเป็นว่าทั้งสองคนดังกล่าว “ต้องโดนหนักแน่” เพราะนอกจากเรื่องเกิดกรณีอื้อฉาวทั้งจากการบริหารงานของตัวเองในฐานรัฐมนตรี มีคนใกล้ชิด ที่เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีมีเรื่องอื้อฉาวจากการที่มีสามีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน จนกลายเป็นเรื่องร้อนในเวลานี้แล้ว บุคคลทั้งสองยังเป็นระดับคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย

เพราะนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรค และเป้าหมายสำคัญยังกระทบชิ่งไปถึง “ครูใหญ่” นายเนวิน ชิดชอบ บิดา ในความหมายที่เป็นระดับคนสำคัญลำดับต้นของพรรคและของรัฐบาลอีกด้วย และการ“ซักฟอก” ยังสามารถเชื่อมโยงไปได้อีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณี “เขากระโดง” ได้อีกสารพัด

ขณะเดียวกันในความเป็นจริง ต่อเนื่องมาทุกสมัย การล้มรัฐบาลไม่สามารถทำได้ในสภา โดยการโหวต ส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกสภา และยิ่งคราวนี้จะว่าไปเสียงของฝ่ายค้านก็ไม่มีเอกภาพ บางพรรคก็ประกาศท่าทีหนุนรัฐบาลไปแล้ว ทำให้เสียงโหวตรวมกันแล้วทั้งสองพรรค คือพรรคประชาชน 120 เสียงบวกกับพรรคประชาธิปัตย์อีก 21 เสียง ถือว่า “บางเบา” มาก ไม่มีทางสร้างแรงสั่นสะเทือนได้เลย


อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเป้าหมายการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้น่าจะมีเจตนา “ทำลายความศรัทธา” ของตัวผู้นำคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพรรคพวก ที่ทำให้แบบไร้ประสิทธิภาพ การบริหารที่ถือว่า “ขาดภาวะผู้นำ” หลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติต่อเนื่องกันแบบซ้ำๆ มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป้าหมายและเจตนาเป็นแบบนี้ ก็อย่าได้แปลกใจที่ นายอนุทิน จะไม่ยอมให้ตัวเอง“ถูกขึงพืด” กลางสภา ตกเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายค้านเชือดแบบยาวนาน 5 วัน ตามที่ฝ่ายค้านต้องการแน่นอน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายอนุทิน ยอมรับว่า ช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่เหมาะที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการประสานมาของประธานสภา และเชื่อว่ารัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เตรียมข้อมูลเอาไว้พร้อมแล้ว ส่วนกรอบเวลาอภิปรายมองว่ากี่วันถึงจะเหมาะ นายอนุทิน กล่าวว่าเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถามว่าฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน นายกฯ กล่าวว่า เยอะไปมั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ใช่การอภิปรายรัฐมนตรีมากที่สุด ในอดีตเคยมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ ส่วนกี่วันถึงจะเหมาะนั้นก็ให้เป็นตามที่ดำเนินการมาตลอด

ขณะเดียวกัน เขายังแสดงความมั่นใจถึงเสียงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

“ถ้าเรื่องแค่นี้ทำให้พรรคร่วมแตกกันได้มันก็ไม่มีรัฐบาลแล้ว อย่าไปคิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้แตกกัน ซึ่งก็ดีที่พรรคเพื่อไทย ไม่ถูกอภิปรายไปด้วย อย่างน้อยการที่เขาทำงานมาโดยตลอดก็จะทำได้ต่อเนื่อง อย่างไรเขาช่วยรัฐบาลอยู่แล้ว”


นอกเหนือจากนี้ จากการเปิดเผยของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเอกภพ เพียรพิเศษ ยอมรับว่า ฝ่ายรัฐบาล ได้มีการเตรียมข้อมูลเอาไว้สำหรับบรรดารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากต้องการเพื่อต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันการถูกกล่าวหาเป็นเท็จ

หากพิจารณากันในภาพรวมแล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านคราวนี้ แม้ว่าจะมีรายชื่อรวมทั้งหมดถึง 18 คน แต่เชื่อว่าเมื่อเอาเข้าใจจริงการอภิปรายซักฟอกน่าจะพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญน่าจะอยู่ในที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหลัก

และยังเชื่ออีกว่าการผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ยังไม่สามารถคว่ำรัฐบาลลง ได้ เนื่องจากพิจารณาเสียงสนับสนุนของฝ่ายค้านรวมกันน้อยมาก และที่สำคัญฝ่ายค้านยังขาดเอกภาพ แต่เป้าหมายคือเหมือนกับเจตนา “ขยี้ซ้ำแผลเก่า” ทำลายความศรัทธา ตอกย้ำให้เห็นความ “เสื่อม” และทำลายศรัทธาต่อตัว นายกรัฐมนตรี และตัวรัฐมนตรีอีกหลายคน ที่ถือว่าทำงานได้ล้มเหลว ไร้ความสามารถ

ส่วนการเปลี่ยนแปลงน่าจะเกิดนอกสภามากกว่า รวมไปถึงหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี แต่น่าจะเป็นแบบ “สับเปลี่ยน” คนใน “บ้านใหญ่” โดยใช้วิธีการสับเปลี่ยนเข้ามาแทนเท่านั้น ไม่ใช่ลักษณะของการโละออกไป เพราะนี่คือองค์ประกอบของพรรคภูมิใจไทย ขาดไม่ได้อยู่แล้ว!!