เมืองไทย 360 องศา
ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนก็เริ่มเห็น “ศักยภาพ” หรือ “ตัวตน” ที่แท้จริงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากพิจารณาในด้านศักยภาพ รวมไปถึงความสามารถในด้านความเป็นผู้นำ ที่เริ่มน่าสงสัยว่าเขามีความพร้อมหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองเกิดปัญหา หรือเกิดภัยพิบัติบางอย่างเกิดขึ้น จนบางครั้งก็ต้องตั้งคำถามว่า เขาเหมาะที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ได้หรือไม่
หลายครั้งที่พอเกิดเหตุการณ์ “หนักๆ” น้ำท่วมรุนแรง เช่น ที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อปีก่อน การบริหารจัดการ การสั่งการ การตัดสินใจ ถือว่าไร้ประสิทธิภาพ ถูกวิจารณ์อย่างหนัก การช่วยเหลือเต็มไปด้วยความโกลาหล ไร้ระเบียบ การรวมศูนย์บังคับบัญชาการ การอพยพ ศูนย์พักพิง ดูแล้ววุ่นวายไปหมด
แน่นอนว่า มันคือภัยพิบัติ เป็นเหตุฉุกเฉิน แรกๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่อเวลาผ่านมา ไปนานเป็นสัปดาห์ทุกอย่างก็ยังวุ่นวาย การบริหารจัดการบังคับบัญชาการช่วยเหลือ การกู้ภัย ไม่รู้ว่าจะฟังใคร สั่งใคร
ถัดมาก็เรื่องวิกฤตน้ำมัน หลังช่วงเกิดสงครามสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ไม่นาน ตอนนั้นคนทั้งโลกและคนไทยแตกตื่น เร่งกักตุน เติมน้ำมันกันจนหมดปั๊ม ต้องรอคิวเติมกันข้ามวันข้ามคืน วุ่นวายกันไปพักหนึ่ง กว่าจะตั้งหลักได้นานเกือบข้ามเดือน ทั้งที่คนในรัฐบาลตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมา ยืนยันว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน” แต่ยิ่งย้ำ คนยิ่งไม่เชื่อ และกลายเป็นว่ามีคนในรัฐบาลถูกสงสัยว่ามีส่วนในการ “กักตุน” น้ำมัน เนื่องจากถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจพลังงาน
และอีกหลายเรื่องต่อเนื่องกันมา ล่าสุดมาเจอกับน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร และบังเอิญได้มาพบกับ “ผู้ว่าฯ ทรงพลัง” อย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เหมือนกับ “สองแรงบวก” ในเรื่องของความที่ได้เห็น“ความไม่ได้เรื่อง” จากวิกฤตที่เกิดขึ้น ว่าคนทั้งคู่ ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครคราวนี้ มีเฉพาะ“น้ำฝนล้วนๆ” เพียงแต่ว่า มันมีปริมาณมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า การบริหารจัดการ การช่วยเหลือเยียวยา การทำให้น้ำลดลงให้เข้าสู่ภาวะปกติ ทุกอย่างก็ยังล้มเหลวเหมือนเดิม
สำหรับฝ่ายรัฐบาล เมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม การประสานงานการช่วยเหลือ การสั่งการ ทุกอย่างยังวุ่นวายเหมือนเดิม กว่าจะมีการตั้งคนประสานงาน ซึ่งก็ยังไม่ชัดว่าเป็นใครก็ต้องให้น้ำท่วมขังผ่านไปเกือบสัปดาห์ แต่ที่เห็นมีบทบาทโดดเด่นทำงานใช้ได้ ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ที่ลุยหน้างานช่วยแก้ปัญหา และตอนนี้กำลังเดินสายไปทั่วประเทศ
ที่เห็นสดๆร้อนๆ ก็คือกรณี “ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง” จังหวัดปราจีนบุรี มาเข้ากรุ ถูกกล่าวหา “ถูกนายกฯด่าโชว์” ว่าไม่สนใจแก้ปัญหา ดูแลชาวบ้าน แรกๆ เหมือนกับแสดงแอ็กชั่นให้ชาวบ้านได้เห็นว่า “เอาจริง” พร้อมขู่ข้าราชการไม่ให้ทำงานแบบเช้าชาม เย็นชาม
แต่ก็นั่นแหละ โดนโต้กลับว่า นายกรัฐมนตรีอาจทำไม่ถูกกฎหมาย ข้ามขั้นตอน หรือแม้กระทั่งกระแสอีกมุมหนึ่งว่า “ไปรังแกข้าราชการน้ำดี” ตั้งใจทำงาน สั่งย้ายไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือทำตามผู้ว่าฯ ที่ถูกวิจารณ์ในเรื่อง “ทุนจีนเทา” ไปโน่นอีก จนต่อมาต้องมีการ “แก้เกม” กันใหม่ เปลี่ยนเป็นย้ายสลับให้มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอในจังหวัดลพบุรีแทน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ความไร้ประสิทธิภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้อย่างชัดเจน
จนเวลานี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ตัวนายอำเภอที่ว่านั้น ทำงาน “ไม่ได้เรื่อง” จริง ตามที่มีการให้ข้อมูลกับนายกรัฐมนตรี จนต้องมีการสั่งย้ายกระทันหัน หรือ ว่านายอำเภอถูกย้าย เพราะไปขัดขวางผลโยชน์ของพวก“ทุนเทา” แล้วฉวยโอกาสช่วงชุลมุนเอาตอนน้ำท่วมหรือเปล่า เพราะจนถึงบัดนี้ ทุกอย่างก็ยังไม่ชัด แต่ก็มีการ “ย้ายออกจากพื้นที่” ไปแล้ว
ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ที่สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล “ไร้ภาวะผู้นำ” ไม่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาของชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดปัญหาใหญ่ที่มาแบบ “ภัยพิบัติ” ทุกอย่างแทบจะหยุดนิ่งทำอะไรแทบไม่ได้เลย
นอกจากนี้ ในภาพรวมการบริหารบ้านเมืองในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ก็ยังมองไม่เห็นว่ามีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วบ้าง ทั้งที่จะว่าไปแล้วในยุครัฐบาลชุดนี้ ถือว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคงที่สุดครั้งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังเป็นช่วงที่ “ฝ่ายค้านอ่อนแอ” มีเสียงในสภาน้อยที่สุด และไม่เป็นเอกภาพมากที่สุดครั้งหนึ่งอีกด้วย
ดังนั้น หากพิจารณากันโดยรวมและแบบตรงไปตรงมาแล้ว ก็ต้องถือว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี แทบจะหมดสภาพในความเป็นผู้นำ เพราะไม่ว่าจะจับเรื่องใด ก็มีแต่ปัญหา งานขยับไม่ได้ เอาแค่เรื่อง “คำพูด” ก็ยังถูกวิจารณ์ว่า “ปากพาจน” ไปเสียอีก จากกรณีที่แนะนำให้ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมอพยพไปพักยังศูนย์พักพิงที่จัดไว้ให้ โดยชาวบ้านนำไปวิจารณ์ตำหนินายกฯ ในโลกออนไลน์ที่เข้าใจว่า “ให้เร่งอพยพเอาชีวิตให้รอดก่อน โดยไม่ต้องห่วงสัตว์เลี้ยง” ซึ่งความหมายหากมองในแง่บวก ให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัย
แต่คำพูดที่ถูกตีความหมายให้เอาตัวรอด โดยให้ทิ้งสัตว์เลี้ยง เช่น หมา แมว แบบนั้นมันใจดำเกินไป หรือเปล่า ทำร้ายจิตใจคนรักสัตว์หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนายกฯ มีเจตนาสื่อแบบไหน แต่ก็ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดไปอีก แทนที่จะได้แต้ม กลับได้ก้อนอิฐกลับมาอีก นี่ยังโชคดีที่กรณีนี้ยังไม่ถูกนำมาขยายออกไปมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นอีกบทเรียนของนักการเมือง และผู้นำในยุคสมัยใหม่ ที่ทุกอย่างมันไปไวจนอาจตั้งตัวไม่ทัน!!


