วันนี้ (10 ต.ค.) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมติอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project) ระยะยาวที่หลายรัฐบาลได้ร่วมกันผลักดันและวางแผนมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งรัฐบาลชุดนี้ได้นำเข้าสู่การพิจารณาและผ่านมติ ครม.ในที่สุด
นายกรวีร์ กล่าวว่า หากโครงการนี้ดำเนินการสำเร็จตามแผน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดน้ำและแบ่งเบาภาระการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ในช่วงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำเหนือมักจะไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงและสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางต่อเนื่องยาวนานหลายปี โดยเฉพาะในพื้นที่จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ในยามปกติเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรองรับการระบายน้ำสูงสุดได้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่คลองเดิมช่วยระบายได้เพียง 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า หากเรามีระบบคลองระบายน้ำใหม่เส้นนี้เข้ามาเสริม จะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากเจ้าพระยาจากเดิมที่เคยปล่อยลงมาเป็นแนวตรง ให้เบี่ยงออกไปสู่ทะเลผ่านทางอ่าวไทยได้เพิ่มขึ้นอีกราว 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างลดลงเหลือเพียง 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายในพื้นที่เศรษฐกิจและเกษตรกรรมได้อย่างมหาศาล
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดของโครงการดังกล่าว เป็นการขุดแนวคลองสายใหม่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยรับน้ำตั้งแต่พื้นที่ตอนบนอย่างชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี นครนายก แล้วตัดตรงออกสู่ปากอ่าวไทย ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำหลากและบรรเทาอุทกภัยแล้ว ในช่วงฤดูแล้งคลองเส้นนี้ยังสามารถใช้เป็นเส้นทางเก็บกักน้ำสำรองเพื่อสนับสนุนการเกษตรตลอดเส้นทางผ่านได้อีกด้วย
นายกรวีร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานและก่อสร้างประมาณ 7-8 ปี เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมทั้งการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ แต่เชื่อมั่นว่า เมื่อรัฐบาลสื่อสารสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ในระยะยาว โครงการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น


