เมืองไทย 360 องศา
ในที่สุดพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ได้ยื่นญัตติ “ซักฟอก” รัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรวมทั้งหมด 18 คน ซึ่งถือว่าเป็นคณะใหญ่มากเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณจาก“จำนวนเสียงในสภา”ของฝ่ายค้านแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ลงได้ ดังนั้นการอภิปรายน่าจะมุ่งเป้าไปที่ “ทำลายศรัทธา”และความเชื่อมั่นต่อตัวผู้นำรัฐบาล และเครือข่ายภายใต้การเรียกขานว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นหลัก
สำหรับรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้แก่
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย 2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม 3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ 6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
9. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 12. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
13. น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 14. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 15. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 16. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 17. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย 18. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย
เมื่อวันที่ (8 ต.ค.) เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน แถลงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 18 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยมี สส.ร่วมเข้าชื่อ 145 คน ยกเว้นพรรคกล้าธรรม
ผู้นำฝ่ายค้านผู้นี้ให้เหตุผลว่า ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบประเทศ” โดยกล่าวหาว่า เป็นศัตรูต่อระบอบประชาธิปไตย และขยายอำนาจครอบคลุมทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ตลอดจนกลไกตรวจสอบถ่วงดุล และองค์กรอิสระ เนื้อหาการอภิปรายจึงครอบคลุมทั้งข้อกล่าวหา เรื่องฮั้ว สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น และการบริหารจัดการวิกฤตที่กระทบประชาชน รวมถึงน้ำท่วม
ผู้นำฝ่ายค้านย้ำว่า รัฐมนตรีทั้ง 18 คน ไม่ได้มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีฮั้วสว.ทั้งหมด จึงไม่ได้มุ่งอภิปรายเฉพาะคดีดังกล่าว แต่รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบและความล้มเหลวในการแก้ปัญหาประชาชน โดยรายชื่อที่เสนอผ่านหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ข้อ คือ มีหลักฐานที่มีน้ำหนักระดับหนึ่ง และเปิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอข้อมูลเข้ามา
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน คือ การตีแผ่ความจริง แม้จะตั้งความหวังต่อผลลงมติได้ไม่มากนัก แต่เมื่อเปิดเผยข้อมูลของรัฐมนตรีแต่ละคนแล้ว ต้องติดตามว่า สส.แต่ละคนและแต่ละพรรคจะลงมติอย่างไร พร้อมยืนยันความมั่นใจในข้อมูลและกระบวนการยื่นญัตติครั้งนี้
ฟังคำพูดของผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยอมรับอยู่แล้วว่าด้วยจำนวนเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านในเวลานี้ ที่มีพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนหลัก รวมกันแล้วสองพรรครวมถึงพรรคเล็กๆ อีกไม่กี่พรรค คงไม่มีทางคว่ำรัฐบาลได้ โดยพรรคประชาชนมี ส.ส.จำนวน 120 เสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี 21 คน ขณะที่ครั้งนี้มีพรรคฝ่ายค้านที่ไม่เข้าร่วมลงชื่อยื่นญัตติซักฟอกก็คือ พรรคกล้าธรรม ซึ่งจากความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งโหวตร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 พรรคกล้าธรรม ก็โหวตสนับสนุนรัฐบาลไปแล้ว
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยอมรับว่า ไม่คาดหวังกับเสียงของฝ่ายค้านในการลงมติ ดังนั้นสิ่งที่หวังและยุทธวิธีของฝ่ายค้าน ก็น่าจะมาจากเนื้อหา หลักฐาน และการชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของฝ่ายรัฐบาล รวมไปถึงการมี “ใบเสร็จ” ที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีการทุจริต หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันอีกด้านหนึ่งการที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกรัฐมนตรี “ล็อตใหญ่” รวดเดียวแบบนี้ มันก็ถือเป็นความเสี่ยงได้เหมือนกัน ในเรื่องของ “จุดโฟกัส” ที่อาจจะดู “เบลอ” ไปหรือเปล่า ทำให้น้ำหนัก “กระจาย” ออกไปจนไร้ทิศทาง เพราะแค่จำนวนรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 18 คน หากเนื้อหาหรือหลักฐานไม่แน่นพอ ก็คงไม่ทำให้สังคมหันมาสนใจได้มากนัก เพราะอย่างที่รับรู้กันมาล่วงหน้าแล้วว่า ส่วนใหญ่ในโลกโซเชียล ก็รับรู้กันมาก่อนแล้ว หากไม่มีทีเด็ดมาใหม่มันก็อาจกลายเป็น “จืดชืด” จนไม่น่าสนใจ ซึ่งฝ่ายค้านก็ต้องระวังในมุมนี้ด้วย
แต่ถึงอย่างไร หากให้ประเมินถึงเป้าหมายวิธีการของฝ่ายค้านคราวนี้ คงต้องเน้นการอภิปรายในเรื่องการ “ทำลาย” นั่นคือ ทำลายความศรัทธา และความเชื่อมั่นของรัฐบาล โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เพราะคราวนี้มุ่งไปที่รัฐมนตรีของพรรคนี้ทั้งหมด และที่ต้องจับตากันก็คือ การพาดพิงกระทบชิ่งไปถึงคนข้างหลังฉากอย่าง “ครู่ใหญ่” เนวิน ชิดชอบ แห่งเขากระโดง บุรีรัมย์ แน่นอน
เพราะในเมื่อเสียงไม่พอโค่นล้มในสภา ก็ต้อง “ทำลาย(ศรัทธา)” เป้าหมายทางการเมืองเป็นหลัก นั่นแหละ!!


