รมว.คลัง กางยุทธศาสตร์หุ้นส่วนการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น เริ่มบทใหม่ ชู “Quality Investment” มุ่งเติบโตร่วมกันอย่างมีคุณภาพ-ยั่งยืน ชู 4 กลยุทธ์ร่วมมือยกระดับเศรษฐกิจสองประเทศ
วันนี้ (7 ต.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนา “Thailand - Japan Investment Forum : Investment Gateway for Sustainable Growth” จัดโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ประเทศไทยและนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เติบโตร่วมกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ยุคข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี ค.ศ. 1980 และนักลงทุนญี่ปุ่นมีส่วนสำคัญกับเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในสภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเผชิญความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยยังพร้อมผนึกกำลังกับญี่ปุ่นเพื่อสร้าง บทใหม่ของการเป็นหุ้นส่วนการลงทุนิ(New Chapter of Investment Partnership) ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยสัดส่วน GDP ของมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ปรับตัวลดลงจากเกือบ 60% เหลือเพียงราว 25% ของ GDP โลก ขณะที่กลุ่มประเทศใหม่ที่เรียกว่า “Middle Power” รวมทั้งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีโลก
โดยประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้วยจุดแข็งด้านความเชื่อมั่น และความเป็นกลาง และมิตรภาพที่ได้รับความไว้วางใจจากนานาประเทศ
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในการขับเคลื่อนความร่วมมือบทใหม่ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะต่อไป จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่าน 4 แรงผลักดันที่สามารถสร้างโอกาสร่วมกัน ได้แก่
1. การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และการสร้างความเชื่อมั่น (Geopolitical Fragmentation & Trust) ที่ดึงดูดการย้ายฐานการลงทุนผ่านความไว้วางใจและการเป็นจุดเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน
2. เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital Technology & AI) ที่สามารถเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Data Center อธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) และอุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI
3. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy เพื่อลดต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานโลก โดยดึงความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมาผสานกับพลังงานสะอาดของไทย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
4. สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ (Quality Aging Society) โดยนำจุดแข็งด้านการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical & Wellness) สมุนไพรไทย และอาหาร มายกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน “การลงทุนที่มีคุณภาพ” (Quality Investment / Solidarity Investment) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตในระยะยาว ผ่านแนวทางสำคัญ โดยให้ความสำคัญ กับประเด็นต่างๆ เช่น
1. การส่งเสริม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยทำงานร่วมกับ BOI และภาคเอกชนในการส่งเสริม เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics), ยานยนต์แห่งอนาคตและพลังงานชีวภาพ (Future Mobility & Bioenergy), การแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical), การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism), ค้าปลีกและโลจิสติกส์ (Retail & Logistics Hub) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
2. ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด : โดยพัฒนาระบบพลังงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
3. การสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) โดยผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเพิ่มผลิตภาพตลอดซัปพลายเชน
และ 4. การส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) และตลาดคาร์บอนเครดิต ผ่านการผลักดันโครงการ BOI to IPO การสร้างช่องทาง Fast Track และสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สะดวกขึ้น รวมถึงพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตร่วมกันภายใต้ข้อคิดริเริ่ม Asia Zero Emission
นายเอกนิติ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนในยุคใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการเชิญชวนให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเท่านั้น แต่เป็นการเชิญชวนให้มาเติบโตไปพร้อมกับคนไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเติบโตสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “Grow with and grow together from Thailand for a sustainable future”


