xs
xsm
sm
md
lg

เครือข่ายประชาชนจี้ทบทวนเปลี่ยนแหล่งเงิน สสส. ห่วงกระทบกลุ่มเปราะบาง ชี้เลิกเก็บ 2% ไม่เพิ่มรายได้รัฐอัตโนมัติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เครือข่ายประชาชนจี้ทบทวนเปลี่ยนแหล่งเงิน สสส. ห่วงกระทบกลุ่มเปราะบาง ชี้ เลิกเก็บเงินบำรุง 2% ไม่ได้เพิ่มรายได้รัฐอัตโนมัติ


วันนี้ (7 ต.ค.) น.ส.อังคณา ขาวเผือก ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คนที่หนึ่ง ขอให้ทบทวนผลกระทบจากร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่เสนอเปลี่ยนแหล่งเงินของ สสส. จากเงินบำรุงร้อยละ 2 ของภาษีสุราและยาสูบ เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เครือข่ายฯ ระบุว่า ภาคประชาชนหลายกลุ่มทำงานแก้ไขปัญหาสุขภาวะและดูแลกลุ่มเปราะบางนอกโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. จึงกังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินอาจกระทบความต่อเนื่องของโครงการสร้างเสริมสุขภาพและการดูแลประชาชนในชุมชน

เครือข่ายฯ ย้ำว่า เงินบำรุงร้อยละ 2 ไม่ใช่เงินภาษีเดิมที่กันออกจากคลัง แต่เป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การยกเลิกการจัดเก็บจึงไม่ได้หมายความว่าเงินส่วนนี้จะเข้าสู่คลังหรือทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ พร้อมขอให้ประเมินผลกระทบอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะก่อนเปลี่ยนโครงสร้างแหล่งเงิน

ด้าน น.ส.พนิดา กล่าวว่า จะนำข้อกังวลเข้าสู่วาระพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีสมาชิกจากทุกพรรคการเมือง พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ร้องเข้าหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยเห็นว่า สสส. มีบทบาทสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน

น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ได้รับข้อร้องเรียนผ่านมูลนิธิ เกี่ยวกับประเด็นภาษีในร่างกฎหมาย จากประสบการณ์ลงพื้นที่ พบว่า กิจกรรมของ สสส. เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้าถึงชุมชนในจุดที่ภาครัฐยังเข้าไม่ถึง และส่งเสริมงานจิตอาสา จึงขอให้รัฐบาลทบทวนแนวทางดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายต้องรับฟังประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานและร่วมขับเคลื่อนโครงการของ สสส. มาโดยตลอด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน