ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ
วันที่ 6 ต.ค.นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กรมคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณและบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อรองรับการใช้มาตรการทางเลือกอื่นในการบังคับโทษปรับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....(การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (5 กรกฎาคม 2566) ที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณาทบทวนมาตรการกักขังแทนค่าปรับและดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญากำหนดวิธีการบังคับโทษปรับโดยให้ใช้การกักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนได้ ทำให้ปรากฏปัญหาว่าผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งต้องคำพิพากษาปรับหากไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องถูกมาตรการบังคับโทษโดยการกักขังแทนค่าปรับในทันที ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษปรับที่มุ่งบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ
อีกทั้งมาตรการการทำงานบริการสังคมแทน แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับซึ่งไม่มีเงินชำระยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือศาลเห็นเองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมได้ แต่ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษปรับไม่ทราบสิทธินี้จึงไม่มีการร้องขอ และศาลจะไม่สั่งทำงานแทนเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอจะพิจารณาว่าผู้ต้องโทษปรับมีเงินชำระค่าปรับหรือสามารถทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ จึงเห็นควรปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับโทษปรับในประมวลกฎหมายอาญาให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักการสำคัญ คือ กำหนดให้ศาลใช้มาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับไว้อย่างชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน และให้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการสุดท้าย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1.1 กำหนดเวลาให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้ปรับ โดยเพิ่มมาตรการทางเลือกให้ผู้ต้องโทษปรับอาจขอศาลเพื่อผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวดได้ (กำหนดเวลา 30 วันให้ชำระค่าปรับให้ชัดเจนและเดิมไม่มีการกำหนดให้มีการผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวดไว้ในกฎหมาย มีเพียงกำหนดไว้ในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดแนวทางการใช้โทษปรับโดยให้มีการผ่อนชำระค่าปรับได้ แต่คำแนะนำไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย)
1.2 แก้ไขหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถเรียกประกันให้ชัดเจนขึ้นในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องโทษปรับจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับหรือไม่ผ่อนชำระค่าปรับ (จากเดิมที่กำหนดให้ศาลเรียกประกันได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย)
1.3 ปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับเมื่อไม่มีการชำระค่าปรับหรือไม่ผ่อนชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกำหนดมาตรการบังคับเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1) ให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อชำระค่าปรับ หรือให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องโทษทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ 2) หากผู้ต้องโทษปรับหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าปรับ ทั้งที่มีเงินจะชำระได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นความได้สัดส่วน และหลักสิทธิมนุษยชน และ 3) ในระหว่างที่ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ หากผู้ต้องโทษปรับมีเงินมาชำระค่าปรับจนครบ ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งให้ทำงานบริการ สังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ (เดิมไม่ได้กำหนดขั้นตอนชัดเจน โดยหากไม่ชำระค่าปรับ จะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หรือถูกกักแทนค่าปรับ)
1.4 ปรับปรุงมาตรการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ โดยเพิ่มหลักการให้ศาลสอบถามความประสงค์ของผู้ต้องโทษปรับว่าจะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาทางปฏิบัติในปัจจุบันที่ผู้ต้องโทษปรับไม่ทราบถึงสิทธิของตนในการขอทำงานบริการสังคม ทำให้การใช้มาตรการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับตั้งแต่วันที่ศาลพิพากษาปรับเกิดขึ้นน้อย (เดิมกำหนดไว้เพียงผู้ต้องโทษปรับร้องขอหรือความปรากฏแก่ศาลเองว่าผู้ต้องโทษปรับอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ได้)
1.5 กำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์อยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 (กำหนดให้ชัดเจนเพื่อให้กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบควบคุมดูแลการทำงานบริการสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับมาตรการทำงานบริการสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เดิมกำหนดให้อยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล)
2. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับจะทำให้มีบทบัญญัติกำหนดมาตรการบังคับค่าปรับที่มีความชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน ไม่นำการกักขังแทนค่าปรับมาใช้เป็นลำดับแรก เพื่อให้โอกาสผู้ต้องโทษปรับมีเวลานำเงินมาชำระค่าปรับหรือผ่อนชำระค่าปรับ และมีมาตรการทางเลือกอื่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ยากจนที่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และลดภาระของรัฐในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังในสถานกักขังแทนค่าปรับ แต่อย่างไรก็ตาม กำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทำให้กรมคุมประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบ ต่อภาระงบประมาณและบุคลากรที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กรมคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณและบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
ประโยชน์และผลกระทบ
1. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัตินี้มีผลเป็นการปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับ โดยให้นำมาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับมาใช้อย่างชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน และมิให้ใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการหลัก แต่เปลี่ยนเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่สามารถบังคับโทษปรับโดยมาตรการทางเลือกอื่นใดได้แล้ว หรือเมื่อผู้ต้องโทษปรับจงใจ ไม่ชำระค่าปรับแม้จะมีเงินพอชำระ หรือจงใจ ฝ่าฝืนคำสั่งหรือเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับ และให้ศาลคำนึงถึงความจำเป็น ความได้สัดส่วนและหลักสิทธิมนุษยชนด้วย เพื่อให้การบังคับโทษปรับสอดคล้องกับหลักการลงโทษปรับที่เป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ ไม่อาจใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับที่บังคับแก่เสรีภาพของบุคคลมาทดแทนกันได้ อีกทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างการบังคับโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ในขณะเดียวกันการปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับทำให้การบังคับโทษปรับ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและลดภาระของรัฐในการจัดหาสถานที่กักขังแทนค่าปรับและการดูแลผู้ต้องถูกกักขังด้วย
2. การปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับโดยให้นำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้ก่อน โดยกำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทำให้กรมคุมประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบต่อภาระงบประมาณและบุคลากร ที่เพิ่มขึ้นด้วย


