คลังเปิดบัญชีเงินแผ่นดินปี 68 รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย 7.6 แสนล. หนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ “นิรัตน์” เสนอขึ้น VAT อีก 3 % ยอมรับคนจนรับภาระเพิ่ม แต่เชื่อคืนเงินช่วยได้มากกว่าที่จ่าย สว.จี้ปฏิรูปภาษี ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าฐานจัดเก็บ–บริหารเงินนอกงบฯ ลดกู้ ก่อนรายได้ไล่ไม่ทันรายจ่าย
วันนี้(6 ต.ค.) การประชุมวุฒิสภา ซึ่งมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน พิจารณารายงานการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ 2568 โดย สว.เสนอแนวทางเพิ่มรายได้รัฐ ทั้งปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม บริหารเงินนอกงบประมาณ และขยายฐานภาษีสู่เศรษฐกิจนอกระบบ
นางสุดท้าย ชัยจันทึก ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี นำเสนอว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลมีสินทรัพย์รวม 8.7 ล้านล้านบาท หนี้สินประมาณ 11 ล้านล้านบาท รายได้รวม 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.46% ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.23% ส่งผลให้รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 7.6 แสนล้านบาท
นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สว. อภิปรายว่า ไม่ควรมองตัวเลขหนี้สินเพียงด้านเดียวจนสรุปว่ารัฐบาลจะถังแตก เพราะรัฐยังมีสินทรัพย์ พร้อมเสนอให้กรมบัญชีกลางและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาบริหารเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและความจำเป็นในการกู้เงิน โดยจัดสรรเงินสำรองให้เหมาะสม
นอกจากนี้ เสนอให้กรมธนารักษ์เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินของรัฐ และให้หน่วยงานกำกับรัฐวิสาหกิจบริหารเงินลงทุนและเงินนำส่งรายได้ให้เกิดผลตอบแทนมากขึ้น
นายนิรัตน์ยังเสนอปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% อีก 3 จุดเปอร์เซ็นต์ ควบคู่กับจัดระบบคืนเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียน โดยยอมรับว่าการขึ้นภาษีจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แต่เห็นว่าหากรัฐนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ผู้มีรายได้น้อยอาจได้รับเงินคืนมากกว่าภาษีที่จ่ายเพิ่ม
“หากจ่ายมา 3,000 บาท แต่คืนกลับไปได้ 1 หมื่นบาท” นายนิรัตน์กล่าว พร้อมย้ำว่าต้องมีระบบบริหารจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อคนจน
ด้านนายขวัญชัย แสนหิรัณย์ สว. กล่าวว่า รัฐบาลมีข้อจำกัดในการลดรายจ่าย ขณะที่รายได้เพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย และประชาชนยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและปัญหาเศรษฐกิจ จึงเสนอให้กระทรวงการคลังเร่งปฏิรูปภาษี ขยายฐานสู่เศรษฐกิจนอกระบบ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ
นายขวัญชัยยังเรียกร้องให้ปรับปรุงรายงานการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกองทุน หลังพบข้อบกพร่องและบางรายการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่สามารถรับรองได้ รวมถึงทบทวนโครงการก่อสร้างของรัฐที่ค้างดำเนินการ เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์
นางสุดท้ายชี้แจงว่า เงินนอกงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในทุนหมุนเวียนและกองทุน ซึ่งต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ โดยกระทรวงการคลังมีนโยบายให้นำเงินส่วนนี้ประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปี ส่วนทุนหมุนเวียนที่มีเงินสะสมเกินความจำเป็น สามารถเรียกให้นำส่งคลังได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
สำหรับข้อเสนอปรับขึ้น VAT นางสุดท้ายระบุว่า เป็นแนวคิดที่กระทรวงการคลังพยายามดำเนินการ และจะนำรายละเอียดที่สมาชิกเสนอไปพิจารณาเพิ่มเติม
ช่วงท้ายนายนิรัตน์เสนอให้พิจารณาการก่อหนี้สาธารณะเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัฐ โดยมองว่าแม้หนี้เพิ่มขึ้น แต่หากได้สินทรัพย์และสร้างรายได้กลับเข้ารัฐโดยตรง ก็อาจเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้ พร้อมขอให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะชี้แจงแนวทางและผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างชัดเจน


