รองโฆษกรัฐบาล เผย เดินหน้าความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง รับทุน 23.84 ล้านบาท พัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วม “แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก” พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนด้านน้ำในภูมิภาค
วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง สำหรับดำเนินงาน 2 โครงการ รวมวงเงิน 719,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23.84 ล้านบาท มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัยน้ำท่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านน้ำในภูมิภาค
โครงการแรก คือ “โครงการเสริมสร้างการปรับตัวของชุมชนเมืองต่อภาวะอุทกภัยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก ระหว่างประเทศไทยและเมียนมา” ได้รับงบประมาณ 348,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.54 ล้านบาท มีเป้าหมายพัฒนาระบบติดตามข้อมูลอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ระบบแบบจำลองและระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงเพิ่มความสามารถของหน่วยงานและชุมชนของไทยและเมียนมาในการใช้ข้อมูลเตือนภัย เพื่อเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย
โครงการที่สอง คือ “โครงการเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง” ได้รับงบประมาณ 371,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.30 ล้านบาท มุ่งพัฒนาเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำระดับภูมิภาค เสริมความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศสมาชิกแม่โขง–ล้านช้าง
นางสาวลลิดากล่าวว่า ทั้ง 2 โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามในความตกลง โดย สทนช. จะร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับโครงการด้านการปรับตัวต่ออุทกภัย มีความร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute: SEI) และสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภายใต้ร่างความตกลง ฝ่ายจีนจะโอนเงินทุนเต็มจำนวนให้ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนาม และฝ่ายไทยจะยืนยันการได้รับเงินเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ได้รับเงิน โดย สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและประสานงาน กำกับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผน ระยะเวลา และงบประมาณ พร้อมรายงานความคืบหน้าและการใช้เงินทุนให้ฝ่ายจีนทราบอย่างน้อยทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ ครอบคลุมความก้าวหน้า ผลการดำเนินงาน รายจ่าย ผลผลิตของโครงการ และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันตรวจรับโครงการ และหากมีเงินทุนเหลือจากการดำเนินงาน จะต้องส่งคืนเข้าบัญชีที่ฝ่ายจีนกำหนดภายใน 3 เดือนนับจากวันที่โครงการแล้วเสร็จ
นางสาวลลิดากล่าวว่า สทนช. ยืนยันว่าทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการด้านการพัฒนาศักยภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาระบบสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดหรือเปิดเผยข้อมูลที่มีความอ่อนไหว หรือทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยให้แก่ต่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยน การเผยแพร่ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือผลผลิตของโครงการ จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติของประเทศไทย รวมถึงได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามความเหมาะสม
“โครงการนี้จะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านน้ำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะพื้นที่แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก ซึ่งจะมีการพัฒนาทั้งระบบติดตามข้อมูล แบบจำลอง และการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว
ทั้งนี้ กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้างจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและโครงการความร่วมมือของ 6 ประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน และไทย โดยมีความร่วมมือในสาขาสำคัญ รวมถึงทรัพยากรน้ำ ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง


