สว.จี้สอบความคุ้มค่าการใช้เงินของ สสส. ปีละ 4 พันล้านบาท หลังพบนำไปลงทุนหาผลตอบแทน รมว.สาธารณสุขแจงทำได้ตามกฎหมาย พร้อมรับลูก เตรียมใช้ KPI ควบคุมและเปิดเผยการใช้จ่ายให้โปร่งใส
วันที่ 5 ต.ค.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือถึงมาตรการกำกับดูแลการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังพบว่ามีการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อรับผลตอบแทน พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินที่ได้รับจากภาษีสุราและยาสูบปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท
นายประพนธ์กล่าวว่า เงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชนเพียงใด เนื่องจากยังพบแนวโน้มการติดสุรา ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น พร้อมถามว่ารัฐบาลประเมินความเหมาะสมของการจัดสรรเงินให้ สสส.อย่างไร และจะเปิดเผยข้อมูลรายได้ เงินสะสม การลงทุน ผลตอบแทน และการใช้จ่ายต่อสาธารณะหรือไม่
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 สสส.สามารถนำทรัพย์สินของกองทุนไปหาประโยชน์ได้ แต่รัฐบาลขอให้ระมัดระวังการตีความและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเงินสำรองต้องเพียงพอต่อการบริหารสภาพคล่อง เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและมีผู้บริหารมืออาชีพดูแล
ที่ผ่านมา สสส.เคยจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบริหารเงินสำรองสภาพคล่อง แต่ปัจจุบันยุติการจ้างแล้ว และนำเงินไปฝากบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อให้สามารถถอนมาใช้รองรับการดำเนินโครงการได้
นายพัฒนากล่าวว่า กองทุนมีกลไกกำกับตรวจสอบภายใน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนและคณะกรรมการประเมินผลที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง รวมถึงการตรวจสอบภายนอกโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานตรวจสอบบัญชีที่ สตง.เห็นชอบ ส่วนการลงทุนมีหลักเกณฑ์กำหนดบทบาทหน้าที่และประเภทหลักทรัพย์ที่ลงทุนได้ เพื่อรักษาสภาพคล่องและรองรับภาระผูกพัน
นายพัฒนาระบุว่า ในฐานะรองประธานบอร์ด สสส.ได้หารือถึงการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดเงินสำรองสภาพคล่องให้เพียงพอประมาณ 3–4 เดือน หรือราว 1,500 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีเงินสำรองสูงสุด 2,000 ล้านบาท
สำหรับปี 2570 ได้หารือให้ สสส.นำตัวชี้วัดและกิจกรรมของกระทรวงสาธารณสุขมาใช้ เช่น การลดและเลิกยาสูบ รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อให้การใช้เงินสอดคล้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัย พร้อมประสานการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขและนำตัวชี้วัดของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของการดำเนินงาน
ส่วนการเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่าย นายพัฒนากล่าวว่า จะนำประเด็นเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด สสส. เพื่อรายงานและเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น


