ประโยคหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงกันอยู่ตอนนี้ คือคำพูดของ “สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.พรรคภูมิใจไทย ที่บอกประมาณว่า “ถ้าเขาไม่ใช่คนดี ดิฉันคงไม่แต่งงานด้วย”
ฟังในมุมชีวิตครอบครัว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คนเป็นภรรยาย่อมเชื่อมั่นในสามีของตัวเอง
แต่ปัญหาคือ…เมื่อเรื่องมันเดินออกจากพื้นที่ของ “ความรัก” แล้วเข้าสู่พื้นที่ของ “ธุรกิจ” และ “กฎหมาย” คำตอบแบบนั้น จึงไม่น่าจะตรงคำถาม
เพราะกฎหมายไม่ได้ถามว่า “ภรรยารักสามีหรือไม่” แต่จะถามว่าเงินก้อนนี้มาจากไหน โอนไปไหน ใครเป็นคู่สัญญา
ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ แล้วธุรกรรมนั้น มีเอกสารอะไรยืนยัน
นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นที่สังคมกำลังต้องการคำตอบ
เพราะมีการตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของ “ไทหยาง ซาง” สามีของ “สส.สุชาดา” กับบุคคลในโลกการเงิน ที่ต่อมามีคดีใหญ่เกิดขึ้น
หนึ่งคือ “สเตฟาน ชิน” ผู้ก่อตั้ง Virgil Capital ซึ่งถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 7 ปีครึ่ง ในคดีฉ้อโกงหลักทรัพย์
สอง คือ “Su Zhu” ผู้ร่วมก่อตั้ง Three Arrows Capital หรือ 3AC ซึ่งเคยมีธุรกรรมทางการเงินกับ “ไทหยาง ซาง” และมีรายงานถึงวงเงินกู้ ประมาณ 1,440 ล้านบาท
สามคือ “Sam Bankman-Fried” ผู้ก่อตั้ง FTX ซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 25 ปี ในคดีฉ้อโกง โดย “ไทหยาง ซาง” เคยมีบทบาท เกี่ยวข้องกับ Alameda Research ในฐานะ Venture Partner ตามข้อมูลที่มีการนำเสนอผ่านสื่อ
แต่ตรงนี้ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก่อนนะว่า การที่ “ไทหยาง ซาง” มีชื่อ หรือมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบุคคลเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าเขากระทำผิดแบบเดียวกับบุคคลเหล่านั้น
เรื่องนี้ยังต้องพิสูจน์กันด้วยเอกสาร และข้อเท็จจริง
เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า “เขาเป็นคนดี หรือคนไม่ดี เป็นสแกมเมอร์หรือไม่?” ควรเก็บไว้ในใจก่อน แล้วหันมาหาคำตอบว่า ธุรกรรมเหล่านี้ เกิดขึ้นจริงอย่างไร?
เงิน 1,440 ล้านบาท มาจากไหน ให้กู้กันด้วยเงื่อนไขอะไร มีการชำระคืนหรือไม่ เงินไหลผ่านบัญชีไหน แล้วความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้ อยู่ในลักษณะใด
เพราะคำว่า “สามีเป็นคนดี” เป็นเรื่องของความเชื่อ และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
แต่ถ้าคำถามอยู่ในโลกของธุรกิจ และกฎหมาย สิ่งที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด ก็คือ เอกสาร และเส้นทางการเงิน
และนี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมดครับ
คนเราสามารถเลือกคบเพื่อน เลือกคู่ธุรกิจ หรือเข้าไปลงทุนกับใครก็ได้ แต่เมื่อคนที่เราเคยทำธุรกิจด้วย ภายหลังกลายเป็นผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีใหญ่ระดับโลก
เป็นธรรมดาที่ต้องมีคำถามตามมาว่า คุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาในฐานะอะไร เงินที่ทำธุรกิจกันนั้นมาจากไหน
แล้วคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเขาหรือไม่
สามคำถามนี้ต่างหาก ที่ควรตอบ
ไม่ใช่เพราะการอยู่ในวงเดียวกับคนที่มีคดี จะทำให้ใครกลายเป็นคนผิดโดยอัตโนมัติ
แต่เพราะในโลกของการเงิน ความบริสุทธิ์ไม่ได้พิสูจน์ด้วยคำว่า “ฉันเชื่อว่าสามีเป็นคนดี”
มันต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงด้วายเอกสาร หลักฐานว่า ว่าเงินมาจากไหน และธุรกรรมเกิดขึ้นอย่างไร
นี่แหละ คือสิ่งที่สังคมกำลังต้องการคำตอบ


