ประธานคณะ กมธ. ป.ป.ช. สรุปผลติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ เร่งตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น – โครงการระบบสารสนเทศ DSI – คัดเลือกผู้เข้าอบรมหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า
เมื่อวันที่ (1 ต.ค.69) ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงสรุปผลการประชุม กมธ. โดยมีประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้ 1. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กมธ.ได้เชิญ ผู้ให้ข้อมูลเข้าชี้แจงกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น สืบเนื่องจากข้อมูลที่เคยนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า การทุจริตการสอบท้องถิ่นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในปี 2568 แต่มีข้อกล่าวอ้างว่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปี 2564 และอาจย้อนหลังไปถึงปี 2536
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีปี 2564 มีข้อมูลกล่าวอ้างว่า รูปแบบการทุจริตไม่ได้เกิดจากการแก้ไขคะแนน แต่เป็นการเปลี่ยนกระดาษคำตอบภายหลังเสร็จสิ้นการสอบ โดยนำกระดาษคำตอบชุดใหม่เข้ามาก่อนกระบวนการตรวจ เพื่อให้ผู้เข้าสอบบางรายมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ขณะที่การสอบในปี 2568 ข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) กำหนดให้ตรวจข้อสอบ ณ สถานที่สอบ จึงไม่ปรากฏข้อกล่าวหาเรื่องการเปลี่ยนกระดาษคำตอบในลักษณะเดียวกับปี 2564 แต่มีข้อมูลกล่าวอ้างถึงการทุจริตในรูปแบบการเปลี่ยนแปลงคะแนนสอบ นอกจากนี้ มีการให้ข้อมูลว่า ได้ยื่นหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.68 พร้อมขอให้ตรวจสอบกรณีบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นนายหน้ารายสำคัญในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ กมธ.เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ และจะนำไปประกอบการสืบหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกในการประชุมครั้งต่อไป
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 2. ตรวจสอบโครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารและเครือข่าย (MIS) ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษทำสัญญาจัดซื้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกับผู้รับจ้าง มูลค่าประมาณ 77 ล้านบาท เมื่อปี 2548 ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความล่าช้าในการส่งมอบงานและมีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4414/2566 ลงวันที่ 27 ต.ค.66 วินิจฉัยว่า ความล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ห้องเซิร์ฟเวอร์ได้ตามกำหนด ส่งผลให้ต้องชำระเงินแก่เอกชนรวมดอกเบี้ยประมาณ 84 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นกว่า 46 ล้านบาท และดอกเบี้ยกว่า 37 ล้านบาท ซึ่งได้ชำระให้แก่เอกชนแล้วในปี 2567
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ภายหลังคำพิพากษา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และส่งสำนวนให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบ โดยกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แต่พบว่าเอกสารหลักฐานยังไม่ครบถ้วน จึงมีหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติม 7 ประเด็น และกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 16 ต.ค.69 ก่อนเสนอคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดต่อไป สำหรับการดำเนินการทางวินัย กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากกรมบัญชีกลาง อย่างไรก็ตาม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า การดำเนินการทางวินัยและการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดเป็นกระบวนการที่แยกจากกัน และสามารถดำเนินการคู่ขนานได้โดยไม่จำเป็นต้องรอผลซึ่งกันและกัน
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ส่วนการเลื่อนตำแหน่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการได้รับการคัดเลือกเลื่อนตำแหน่งจากระดับรองผู้อำนวยการเป็นผู้อำนวยการระดับสูง โดยมีผู้สมัครทั้งหมด 26 ราย และได้รับการคัดเลือกเป็นลำดับที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการกอง เมื่อวันที่ 5 ก.ย.68 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 โดยมีผู้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจำนวน 6 ราย ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายว่า หากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยก่อนกระบวนการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง อาจเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของผู้สมัคร อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในกรณีดังกล่าว โดย กมธ.จะรวบรวมข้อคิดเห็นจากที่ประชุมเพื่อจัดทำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ ส่งไปยังคณะกรรมการคดีพิเศษและ รมว.ยุติธรรม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 3.ตรวจสอบการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 ของสถาบันพระปกเกล้า กมธ.ได้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมในหลักสูตรดังกล่าว โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกส่งผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า จากการตรวจสอบงบการเงินของสถาบัน ไม่พบรายการเงินบริจาคจำนวน 500,000 บาทตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่สภาสถาบันพระปกเกล้าได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวน 5 คน เพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า สำหรับกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาอบรม พบว่า อำนาจอนุมัติรายชื่อสุดท้ายอยู่ที่สภาสถาบัน โดยคณะกรรมการคัดเลือกเสนอรายชื่อผู้เข้าศึกษาอบรม รุ่นที่ 30 จำนวน 160 ราย และสภาสถาบันอนุมัติตามรายชื่อที่เสนอโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นจำนวน 324 ราย ก่อนคัดเลือกเหลือประมาณ 160 ราย ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่มีระบบการให้คะแนนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการสอบสัมภาษณ์ แต่ใช้ดุลพินิจร่วมกันของคณะกรรมการคัดเลือก และกำหนดสัดส่วนผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดความหลากหลาย กมธ.จึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก เนื่องจากไม่มีระบบคะแนนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กมธ.ได้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รับเงินจำนวน 500,000 บาท โดยผู้แทนกองบังคับการตำรวจน้ำยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดจริง แต่ไม่มีหนังสือขอตัวหรือหนังสืออนุญาตให้ไปปฏิบัติหน้าที่อารักขาผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า และผู้บังคับบัญชาไม่เคยรับทราบภารกิจดังกล่าวมาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวยืนยันต่อผู้บังคับบัญชาและ กมธ.ว่าไม่ได้รับเงินตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่กองบังคับการตำรวจน้ำได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ 124/2569 ลงวันที่ 23 ก.ย.69 ภายหลังได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ส่วนสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นสถานที่รับแจ้งความ ไม่ได้เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจสอบปากคำผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง


