เวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” วันที่ 30 กันยายน 2569 ของราชบัณฑิตยสภา กลายเป็นเวทีสำคัญ ที่เปิดให้เห็นปัญหาคดีฮั้วสว. ตั้งแต่ต้นทางของระบบเลือกตั้ง ไปจนถึงขั้นตอนสอบสวน และการใช้ดุลพินิจของ กกต.
แม้ราชบัณฑิตยสภาจะย้ำว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่ทางวิชาการ ไม่ได้ชี้ว่าใครถูก หรือผิด แต่สาระจากผู้ร่วมเสวนาอย่าง สิทธิโชติ อินทรวิเศษ , วิชา มหาคุณ , วัส ติงสมิตร และ จรัญ ภักดีธนากุล กลับชี้ไปยังคำถามใหญ่ร่วมกันว่า...
ระบบเลือก สว. ที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อป้องกันการจัดตั้ง กลับเปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งได้อย่างไร และเมื่อพบหลักฐานแล้ว กลไกตรวจสอบของรัฐ ทำงานถึงที่สุดหรือไม่!
เปิดช่องโหว่ตั้งแต่การรับสมัคร
“สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยในคดีนี้ เปิดต้นน้ำ...ปัญหาอาจเกิดตั้งแต่วันรับสมัคร พร้อมรายละเอียดกระบวนการเลือกสว. ตั้งแต่ต้นทาง
การเลือก สว. มีผู้สมัครกว่า 48,000 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ และต้องผ่านการเลือก 3 ระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ
แต่ปัญหาที่เขาชี้คือ กฎหมายกำหนดให้การสมัครเป็นความลับ ไม่เปิดเผยว่าที่ไหนมีใครสมัคร กลุ่มไหนมีจำนวนเท่าใด
ในทางทฤษฎีอาจเป็นการป้องกันการจัดตั้ง แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดคำถามว่า เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกปิด คนที่มีเครือข่าย หรือมีการจัดตั้งอยู่ก่อนแล้ว สามารถใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ได้หรือไม่
“สิทธิโชติ” ระบุถึงลักษณะการจัดตัวผู้สมัครไปอยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีจำนวนผู้สมัครน้อย ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิด “ฐานคะแนน” ตั้งแต่ต้นทาง
นี่จึงเป็นคำถามสำคัญว่า...ระบบที่สร้างความลับเพื่อป้องกันการฮั้ว กลับกลายเป็นระบบที่คนซึ่งต้องการฮั้ว สามารถใช้ความลับนั้น เป็นประโยชน์หรือไม่
จากช่องโหว่กลายเป็น “โพย”
จุดที่ทำให้เรื่องไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อสงสัยเรื่องการจัดตั้ง คือ เหตุการณ์ในวันเลือกระดับประเทศ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
“สิทธิโชติ” เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำ และ กกต.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครชุดใหม่
แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อ คือ เมื่อมีการเปลี่ยนเอกสารแล้ว ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงกลับรั่วไหลออกไป ทำให้ผู้สมัครบางกลุ่ม สามารถเตรียมตัวได้ก่อน
ดังนั้นเรื่อง “โพย” จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กระดาษหนึ่งแผ่น เพราะมันถูกนำมาเชื่อมกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้ง การบล็อกโหวต การกำหนดคนที่จะได้รับคะแนน และนำไปสู่การลงคะแนนตามคำสั่ง
ถ้าพยานหลักฐานทั้งหมดเชื่อมโยงกันได้จริง ปัญหาก็จะกลายเป็นเรื่องของ กระบวนการจัดตั้งคะแนน ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง
“คณะอนุฯ ชุดที่26” คือจุดที่กกต.พยายามขยายมือของตัวเอง
“สิทธิโชติ” ไม่ได้พูดเพียงด้านที่วิจารณ์ กกต. แต่ยังเปิดให้เห็นว่า เมื่อคดีมีความซับซ้อน กกต.ก็ต้องปรับกระบวนการสอบสวน
จากคณะไต่สวนเดิม 25 คณะ มีการตั้งคณะสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 และดึงตำรวจ DSI และ ปปง. เข้ามาช่วยตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องที่กกต.ในพื้นที่ไม่สามารถทำเองได้ เช่น เส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ การตรวจสอบพยาน การสอบพยานซ้ำ
“สิทธิโชติ”ยังเปิดเผยด้วยว่า DSI มีข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่าย เส้นทางการเงิน และข้อมูลโทรศัพท์ ของผู้ถูกกล่าวหาบางราย และเขาเห็นว่า ควรนำหลักฐานเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณา แต่ กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลดังกล่าว โดยเขาอยู่ฝ่ายที่เห็นว่า ควรรับไว้พิจารณา
ตรงนี้จึงกลายเป็น จุดหักเหสำคัญของเรื่อง!!
เพราะจากคำถามว่า “มีหลักฐานหรือไม่?” กำลังเปลี่ยนเป็น “เมื่อมีหลักฐานอยู่แล้ว กกต.ให้น้ำหนักกับหลักฐานเหล่านั้นอย่างไร?”
“วิชา” ขยับจากคดีฮั้ว ไปสู่คำว่า “ฮั้วทางการเมือง”
“วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. พูดในระดับโครงสร้างมากขึ้น เขาไม่ได้มอง ฮั้วสว.เป็นเพียงการทุจริตเลือกตั้ง แต่เรียกสิ่งนี้ว่า “ฮั้วทางการเมือง” ซึ่งหมายถึง การรวมกลุ่มวางแผนเพื่อล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง ให้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายหนึ่ง
ในมุมของ “วิชา” พฤติกรรมอย่างการจ้างคนมาสมัคร การจัดฐานคะแนน การบล็อกโหวต และโพยสั่งการ หากพิสูจน์ได้ว่าเชื่อมโยงกัน ก็จะเท่ากับเป็นการบิดเจตนารมณ์ของระบบเลือกสว.
เพราะระบบถูกออกแบบมาให้ได้ตัวแทนจาก 20 กลุ่มอาชีพ ไม่ใช่ให้กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ จัดตั้งคะแนนแล้วส่งคนเข้าไป และผลกระทบ อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่สภาสูง
“วิชา” มองว่า หาก สว.ถูกครอบงำโดยเครือข่ายหนึ่งจริง ก็อาจกระทบต่อกลไกตรวจสอบ และการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรสำคัญของรัฐด้วย
จึงเกิดคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า การฮั้วเลือกสว. เป็นเพียงการแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือ อาจกลายเป็นการแทรกแซงกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งระบบ?!
นี่คือเหตุผลที่ “วิชา” มองว่าต้องเร่งแก้ปัญหา และเสนอกรอบเวลา 3 เดือน แต่ข้อเสนอเรื่องเวลาเป็น ความเห็นของวิชา ไม่ใช่เส้นตายตามกฎหมาย
“วัส ” ยิงตรงไปที่หัวใจของปัญหา—ดุลพินิจ กกต.
จุดที่แหลมคมที่สุดของเวทีวันนี้ อยู่ตรงนี้
“วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งคำถามว่า
“ดุลพินิจของ กกต. มีแค่ไหน?”
เพราะดุลพินิจ ไม่ใช่การเลือกตามใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้ “วัตถุประสงค์ + เงื่อนไข + กรอบที่กฎหมายกำหนด”
และเมื่อพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายแล้ว หากกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งศาล ก็ไม่ใช่ว่า กกต.จะเลือกทางอื่นได้ตามอำเภอใจ
แต่ปัญหาสำคัญที่ “วัส” ตั้งไว้ คือ เรายังไม่เห็นเหตุผลประกอบมติของ กกต.อย่างละเอียดเพียงพอที่จะตอบว่า ทำไมหลักฐานบางชิ้น จึงได้รับน้ำหนัก และบางชิ้นไม่ได้รับน้ำหนัก
ดังนั้น สิ่งที่สังคมควรจับตา อาจไม่ใช่เพียง “มติ 4 ต่อ 3” แต่คือ “เหตุผลที่อยู่หลังมติ”
เพราะถ้าเหตุผลยังไม่เปิดเผยครบถ้วน สังคมก็ยังตอบไม่ได้ว่า กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย หรือไม่
นี่เป็นคำถามเรื่อง ความเป็นกลางของกระบวนการ มากกว่าการถามว่า ใครอยู่ฝ่ายไหน?
“วัส” เปิด “6 ประตู” ถ้าผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมจบ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ “วัส” ไม่ได้มองว่ามติ กกต. เป็นจุดจบของทุกอย่าง เขาระบุถึงช่องทางทางกฎหมาย หลายช่องทาง ตั้งแต่...
1. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
2. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
3. กระบวนการร้อง ป.ป.ช.
4. กระบวนการทางคดีอาญา
5. ศาลปกครอง
6. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ
แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกช่องทางจะใช้ได้ง่าย หรือให้ผลเหมือนกัน และ “วัส” เองก็ประเมินว่า แต่ละช่องทางมีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งเรื่องอำนาจ และระยะเวลา
นี่ทำให้เกิดข้อสังเกตหนึ่งที่สำคัญมากว่า
ปัญหาของประเทศไทยอาจไม่ใช่ไม่มีช่องทางตรวจสอบ แต่คือ ช่องทางเหล่านั้นใช้เวลา และมีเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกันมาก
“จรัญ” ให้ข้ามจากคดีรายบุคคล ไปถามถึงความชอบธรรมของระบบ
“จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มองไปอีกขั้น
เขาเห็นว่า หากปัญหาอยู่ที่ โครงสร้างการเลือกสว.เอง การไล่ดำเนินคดีผู้สมัครทีละราย อาจไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ได้ว่า... ถ้าระบบทั้งระบบมีปัญหา แล้วจะแก้เฉพาะคนที่ถูกกล่าวหาได้อย่างไร ?
“จรัญ” จึงเสนอแนวทางให้ใช้กระบวนการรวบรวมหลักฐานเชิงลึก ทั้งข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการสื่อสาร และพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นใช้ช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระบบ
เขาประเมินกรอบเวลา ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี สำหรับกระบวนการดังกล่าว แต่ตรงนี้เป็น ข้อประเมินของ “จรัญ” ไม่ใช่กรอบเวลาที่รับประกันโดยกฎหมาย หรือศาล และเขาเสนอให้ใช้กลไกทางกฎหมาย จัดการกับ กกต.
“โคทม” ตั้งคำถามใหญ่ที่สุด : นี่คือปัญหาของสว. หรือปัญหาของการยึดอำนาจนิติบัญญัติ?!
“โคทม อารียา” อดีต กกต. มองว่าระบบเลือกสว.มีความซับซ้อนจนกลายเป็นช่องโหว่ และยิ่งระบบซับซ้อน คนที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดตั้ง ก็จะยิ่งได้เปรียบ
เขาจึงตั้งคำถามแรง ว่า หากเกิดการจัดตั้งในวงกว้างจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียง “ฮั้วเลือกตั้ง” แต่เป็นการ“ยึดอำนาจนิติบัญญัติ” หรือถึงขั้น “ยึดรัฐ” ตามถ้อยคำที่เขาใช้ พร้อมตั้งคำถามต่อการปฏิรูปที่มาของ สว.ในอนาคต
ถ้าเอาทั้ง 4 คน มาวางต่อกัน จะเห็น “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ”
“สิทธิโชติ” – ต้นทาง ว่าระบบเปิดช่องให้จัดตั้งได้อย่างไร?
เริ่มจาก ความลับตอนรับสมัคร สู่การจัดกลุ่ม จัดฐานคะแนน เขียนโพย และ การลงคะแนน
“วิชา” ชี้ให้เห็นถึง ผลกระทบ ถ้าฮั้วสำเร็จ ผลจะกระทบอะไร?
คือจากการเลือก สว. นำไปสู่การครอบครองกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ
“วัส” -กลางทาง คือ เมื่อมีหลักฐานแล้ว กกต.ใช้ดุลพินิจอย่างไร ?
หลักฐานถึงเกณฑ์หรือไม่ ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และเหตุผลของมติ คืออะไร ?
“จรัญ”— ปลายทาง ถ้าปัญหาอยู่ที่ระบบ จะตรวจสอบทั้งระบบอย่างไร ?
ศาลฎีกา ผู้ตรวจการแผ่นดิน สู่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือกลไกอื่นตามกรอบกฎหมาย
และ “โคทม” เป็นคนที่ขยายภาพทั้งหมด ขึ้นไปถึงคำถามเรื่อง การปฏิรูปที่มาของ สว.
ทั้งหมดนี้ ถามว่า “เรื่องไหนสำคัญที่สุด?” คงไม่ใช่ เรื่องโพย หรือเรื่องมติ
แต่คือคำถามว่า “ถ้าระบบเลือก สว. เปิดช่องให้เกิดการจัดตั้ง แล้วกกต.มีหลักฐานอยู่ในมือ แต่ยังมีความเห็นต่างว่าหลักฐานนั้น ถึงเกณฑ์หรือไม่ แล้วใครตะเป็นคนตรวจสอบ คนตรวจสอบ?!”
นี่คือหัวใจของเวทีเสวนาในวันนี้


