xs
xsm
sm
md
lg

"วัส" ชำแหละดุลยพินิจ กกต.วินิจฉัยฮั้ว สว. ยังไม่เห็นเหตุผลรองรับตามหลักเป็นกลาง กาง 6 ช่องทางกฎหมายให้ผู้เกี่ยวข้องเดินหน้าสู้คดี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"วัส ติงสมิตร" ชำแหละดุลยพินิจ กกต. ปมวินิจฉัยฮั้ว สว. ชี้ ยังไม่เห็นเหตุผลรองรับมติ อยู่ในหลักมาตรฐานความเป็นกลางแค่ไหน กาง 6 ช่องทางกฎหมายให้ผู้เกี่ยวข้องเดินหน้าต่อสู้คดี


วันนี้( 30ก.ย.)นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมเสวนาวิชาการที่ราชบัณฑิตยสภาจัดขึ้นในหัวข้อคดีฮั้วสว:เรื่องจริงที่คนไทยต้องรู้โดยตั้งคำถามถึงการใช้ดุลยพินิจของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วสว. ว่า มีอำนาจแค่ไหน แล้วจะเท่ากับการตามอำเภอใจหรือไม่ การใช้อำนาจดุลยพินิจของ กกต. ต้องอยู่ภายใต้กรอบของวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เท่านั้น หากเกินกว่านั้นคือตามอำเภอใจ ซึ่งหลักดังกล่าวเปิดให้ตัดสินใจได้หลายช่องทางตามความเหมาะสม แต่เมื่อนำมาใช้กับการได้มาซึ่งสว. ตามมาตรา 62 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีการกำหนดเงื่อนไขให้ตัดสินใจได้เพียงทางเดียวคือ หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ ก็ไม่สามารถเลือกเป็นอย่างอื่นได้ต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น แต่ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายตามมาตรา 62 หรือไม่นั้น ต้องเกิดจากการประเมินน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด

ปัญหาต่อมาคือในการใช้อำนาจของ กกต. กฎหมายกำหนดไว้ว่า กกต. จะต้องใช้มาตรฐานความเป็นกลาง 4 ประการ คือ สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานดังกล่าวหรือยัง


ในส่วนของการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับว่า ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยมีเพียงพอให้ตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่หลักฐานอันควรเชื่อ เพื่อให้ กกต. ลงมติว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ แล้วส่งไปยังศาลฎีกา จึงนำไปสู่คำถามว่าพยานหลักฐานที่ กกต. มีอยู่ เป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ บรรทัดฐานที่ กกต. ลงมติ เสียงข้างมาก มีเหตุผลอย่างไร ไม่ต้องยืดยาว แต่มีหลักเพียงว่า เอาเปรียบผู้อื่นและเป็นธรรมหรือไม่ แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่กกต. มีมติ เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีการแสดงเหตุผลประกอบว่าดำเนินการต่อหรือยุติเพราะเหตุใดบ้าง จึงยังตอบคำถามก่อนหน้านี้ไม่ได้

ในส่วนทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้นายวัส เห็นว่ามี 6 ช่องทางที่จะไปต่อได้ ช่องทางแรก คือการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏบางกรณี ที่ศาลฎีกานับไปพิจารณา เช่นกรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว ตนจึงเชื่อว่า หากผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาก็สามารถทำได้


สำหรับช่องทางที่สองคือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. แต่จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งที่ผ่านมีแนวทางไม่แน่นอน

ช่องทางที่สามคือการร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดแล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ ส่วนจะไปถึงขั้นถอดถอน กกต. เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรม ได้หรือไม่นั้น นายวัสประเมินไว้ในระดับต่ำ เนื่องจากใช้เวลานาน เพราะแม้แต่กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ทั้งสว. และ สส. ได้ยื่นคำร้องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีดังกล่าว ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้นายวัส ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายคดีอาญาแล้วหรือไม่


ช่องทางที่สี่ คือศาลอาญา ในการเอาผิดต่อกกต. อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครในระดับอำเภอ แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้สมัคร สว. มากกว่า และไม่ได้มีผลต่อ การลงมติของกกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการกว่าสามชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ และศาลฎีกา

ส่วนช่องทางที่ห้า คือช่องทางการร้องต่อศาลปกครองก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน และช่องทางที่หกคือการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ นายวัสมองว่าไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงความลับในการลงคะแนนของสว. แต่ไปอยู่ใน พ.ร.ป. การได้มาซึ่งส.ว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ