สว.เปรมศักดิ์ จวกยับ "อนุทิน" แก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลวสิ้นเชิง ไร้ซิงเกิ้ลคอมมานด์ตามที่หาเสียง ซัดแจกเงินสด 1,000 บาทวิธีสิ้นคิด ประชาชนอดอยากแต่รัฐบาลมัวแต่เล่นวาทกรรมโต้ตอบ ตั้งคำถามเอาความทุกข์ชาวบ้านมาเป็นตัวประกันฟอกโครงการยักษ์หรือไม่ พร้อมจี้ สทนช. หายหัวไปไหนช่วงวิกฤต
วันที่ 30 ก.ย.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่ารู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อการช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้นำบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มาปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาการบัญชาการแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์ และการสั่งการอย่างเป็นระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอนโยบายจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติและนำเทคโนโลยีมาใช้รับมือภัยพิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน แต่ในความเห็นของตน กลับยังไม่เห็นการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายประชานิยมมากกว่า
นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ว่าบุคลากรของพรรคและรัฐบาล ทั้งรัฐมนตรีและผู้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูล มุ่งตอบโต้ประชาชนและเอาชนะกันด้วยวาทกรรม ทั้งที่ผู้ประสบภัยกำลังเผชิญความเดือดร้อนและขาดแคลนสิ่งจำเป็น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งหลักการทำงานใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรก
สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เมื่อคืนที่ผ่านมาและแจกเงินส่วนตัวให้ชาวบ้านคนละ 1,000 บาท นพ.เปรมศักดิ์มองว่าเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาในระดับนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สามารถแจกเงินส่วนตัวให้ผู้ประสบภัยทุกคนได้ และเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญ
“มันเป็นวิธีการที่คนระดับนายกรัฐมนตรีไม่น่าทำ ควรมีแนวคิดและการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็นมากกว่านี้” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว พร้อมระบุว่าการรับมือภัยพิบัติของรัฐบาลในมุมมองของตนเป็นความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่นำโดรนมาใช้ค้นหาผู้ประสบภัยและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ โดยเห็นว่าเป็นวิธีที่ตอบโจทย์สถานการณ์และช่วยให้เข้าถึงผู้ประสบภัยได้รวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลควรปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในพื้นที่ที่เรือท้องแบนหรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึง แทนการลงพื้นที่ด้วยรูปแบบเดิมที่ตนวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างภาพ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อมีทั้งเทคโนโลยีและงบประมาณ เหตุใดจึงไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่
อีกประเด็นที่ นพ.เปรมศักดิ์วิจารณ์ คือการเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยระบุว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมเดินทางไปด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความต่อเนื่องของการบัญชาการและสั่งการแก้ไขปัญหา พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยอยู่ดูแลสถานการณ์ในประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างทันท่วงที
นพ.เปรมศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งตามข้อมูลที่ตนกล่าวถึง จะเริ่มดำเนินการในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี และแล้วเสร็จในปี 2577 โดยระบุว่าเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศยังมีภาระจากโครงการเงินกู้จำนวนมาก
พร้อมกันนี้ ตั้งคำถามถึงจังหวะการอนุมัติโครงการในช่วงเกิดน้ำท่วมว่า เป็นการนำสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้สร้างความชอบธรรมให้โครงการหรือไม่ และมีเหตุผลหรือเจตนาอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยย้ำความเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่มีเขื่อน แต่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศผ่านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. แต่ตนกลับไม่เห็นบทบาทเชิงรุกของหน่วยงานดังกล่าวในสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบูรณาการแผนทรัพยากรน้ำของประเทศ และมีทั้งงบประมาณกับบุคลากรในการดำเนินงาน
“ผมอยากถามว่า ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ล้มเหลวหรือไม่ เวลาเกิดวิกฤตแบบนี้น่าจะออกมาเป็นหน่วยงานแรกด้วยซ้ำไป” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ สทนช.แสดงบทบาทในการประสานงานและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นระบบและทันต่อสถานการณ์


