ราชบัณฑิตยสภา จัดเวทีเปิดข้อมูล “คดีฮั้ว สว.” ย้ำ ความเป็นกลางทางวิชาการ “สิทธิโชติ” แฉช่องโหว่เลือก สว. ตั้งแต่รับสมัครลับ-จัดตั้งฐานคะแนน จนพบโพยสั่งการกลางอิมแพ็ค เผย เบื้องหลังตั้งอนุกรรมการชุด 26 ผนึกตำรวจ DSI ปปง. แกะรอยเส้นเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ด้าน “โคทม” ชี้ ระบบเลือก สว.ซับซ้อน เปิดช่องจัดตั้ง ตั้งคำถามถึงการยึดอำนาจนิติบัญญัติ จี้ปฏิรูปที่มา สว.
วันนี้ (30 ก.ย.) ราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า การเสวนาจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในประเด็นปัญหาสำคัญของสังคม โดยกรณี “คดีฮั้ว สว.” ราชบัณฑิตยสภาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางทางวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับความเป็นมาและกระบวนการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ นายกราชบัณฑิตยสภา ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนความเป็นกลางทางการเมือง ว่า “ราชบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรทางวิชาการ เป็นองค์กรแห่งปัญญาและคุณธรรม และเป็นที่พึ่งพาของแผ่นดิน ฉะนั้น อย่าได้กังวล การให้ความเห็นเป็นเชิงวิชาการไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด อยากเปิดพื้นที่ให้สาธารณชน ได้รับรู้ ด้วยความเป็นกลาง
เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของราชบัณฑิตยสภา องค์กรได้ขยายบทบาทจากการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรม ไปสู่การเป็น “ปัญญาของประเทศ” โดยได้จัดทำ “สมุดปกขาว” เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อรัฐบาล พร้อมมุ่งมั่นชี้แนะแนวทางแก้วิกฤตการณ์ของชาติด้วยปณิธาน “ปัญญานำชาติ คุณธรรมนำสังคม”
ด้าน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย กล่าวในวงเสวนาตอนหนึ่ง ว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก สว. ที่มีผู้สมัครรวม 48,226 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ พบว่า การบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ (928 อำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน) ระดับจังหวัด (มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน) และระดับประเทศ (มีเลขาธิการ กกต. เป็นผู้อำนวยการเลือก) โดยมีกรรมการระดับละ 7 คน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การรับสมัครเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนและรายชื่อผู้สมัคร ส่งผลให้เกิดการ “บริหารจัดการ” จัดตั้งฐานคะแนนด้วยการเกลี่ยตัวเรือนผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย ขณะที่ กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 1,000 กว่าคนทั่วประเทศ จึงต้องพึ่งพาฝ่ายปกครองเป็นหลัก
นอกจากนี้ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลฎีกายังวางหลักไว้ว่า หากผู้สมัครกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองถูกต้อง ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอต้องรับสมัครไว้ก่อน ส่วนการตรวจสอบว่าทำอาชีพตรงตามกลุ่มจริงหรือไม่นั้น ถูกโยนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกในภายหลัง
นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เงื่อนปมความผิดปกติงวดคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต. ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย
ทว่า การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต. ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด
นอกจากนี้ ความซับซ้อนของคดีที่กระจายตัวทั่วประเทศ ทำให้ กกต. ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25 คณะ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ดึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. มาร่วมบูรณาการทำงาน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26” ซึ่งมี เลขาธิการ กกต. นั่งเป็นประธาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ DSI 3 นาย และเจ้าหน้าที่ กกต. 6 คน ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม (เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง) เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม
เมื่อคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ขั้นตอนสำคัญถัดมา คือ การกลั่นกรองข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเดิม กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยประจำอยู่แล้ว 35 คณะ แต่ด้วยความสำคัญและความหนาของแฟ้มคดี ที่ประชุม กกต. ทั้ง 7 คน จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยกรณีพิเศษขึ้นเพิ่มเติมคนละ 1 ชุด (ชุดที่ 36 ถึง 42) โดยมี “คณะอนุฯ วินิจฉัย ชุดที่ 36” รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งนำไปสู่ผลเป็นไปตามที่ออกเพรสข่าว
ด้านนายโคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา ว่า ระบบเลือกตั้ง สว. ปัจจุบันมีปัญหาซับซ้อนเกินไปเพราะป้องกันการฮั้ว แต่คนที่ต้องการฮั้วก็หาช่องทาเก่ง แม้จะมีความพยายามชวนคนที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มาสมัครกันเยอะๆ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่มี หรือมีน้อยมาก จึงเป็นการเปิดประตูสู่การจัดตั้ง ซึ่งไม่มีการสงสัยเลยว่าจะมีการจัดตั้ง และไม่ได้มีการสงสัยว่าจะมีการขนคนไปหารือปรึกษากันที่ไหน หากสืบสวนสอบสวนตรวจตราตั้งแต่แรก กกต. จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ตั้งแต่ต้นทางขณะเดียวกัน การระมัดระวังตั้งแต่การเลือกในจังหวัดจนถึงระดับประเทศค่อนข้างน้อย
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือเป็นการเมืองกินรวบ มีระบบบ้านใหญ่
นายโคทม กล่าวอีกว่า ทำไม กกต. ไม่มองว่า การฮั้ว สว. ครั้งนี้เป็นการยึดรัฐ ยึดนิติบัญญัติ และทำได้โดยมีการตัดตอนกระบวนการออกไปหมด และตั้งข้อสังเกตว่าการวินิจฉัยของในเรื่องคดีฮั้ว สว. กกต. ที่ ประชาชนฝากความหวังไว้กับ กกต. ขอให้ กกต. ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ประจักษ์ ที่ตั้งความหวังว่าเราจะได้ สว. ที่เป็นตัวแทนอาชีพ วิชาชีพ เป็นกลุ่มก้อน 20 กลุ่ม เป็นปากเสียงตัวแทนผลประโยชน์วิชาชีพ แต่ไม่แน่ใจว่า ได้ผลตามเจตนารมณ์นี้หรือไม่ ถึงเวลาหรือไม่ที่จะปฏิรูปการได้มาซึ่ง สว. และเมื่อมีการครอบครองอำนาจอย่างกว้างขวางจนกระทั่งมีการตั้งชื่อว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน จึงอยากเสนอว่า เรามีภัยคุกคาม มากมาย ทั้งนอกประเทศและในประเทศ ถึงเวลาหรือไม่ที่จะปฏิรูปวุฒิสภาและพิจารณาถึงระบอบสีน้ำเงินด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่


