xs
xsm
sm
md
lg

น้ำท่วมวันที่สามแล้ว บทเรียนยังไม่ต้องถอด…ช่วยคนก่อน!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้เป็นวันที่สามแล้ว ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะน้ำเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. แม้วันนี้บางพื้นที่น้ำเริ่มลด บางพื้นที่คลี่คลายแล้ว
 
แต่บางพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างคลองจั่น ร่มเกล้า ลาดกระบัง ยังหนักอยู่ แฟลตคลองจั่นบางจุดน้ำยังสูงประมาณเมตรกว่าๆ
 
ประชาชนบางส่วนยังต้องใช้เรือเข้าออก และบางชุมชนยังต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ลองนึกภาพว่าถ้าเราไปอยู่ในบ้านของคนที่กำลังติดอยู่ในน้ำ ออกไปไหนไม่ได้ดูสักวันหนึ่ง เราจะรู้ทันทีว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นในสถานการณ์นั้น
 
ตอนน้ำมาใหม่ๆ คนก็บ่นเรื่องการแจ้งเตือน ทำไมเตือนช้า ประชาชนตั้งตัวไม่ทัน ทำไมปล่อยให้น้ำมาแล้วค่อยบอก... ไหนคนที่รับผิดชอบ บอกว่าเอาอยู่


แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน จนเข้าวันที่สาม…คำถามของประชาชนมันเปลี่ยนแล้ว

วันนี้เขาเลิกถามแล้วว่า “ทำไมไม่เตือนผมก่อนน้ำมา?”... แต่เขาถามว่า “แล้วตอนนี้ใครจะมาช่วยผม?”

เพราะคนที่อยู่กลางกรุงเทพฯ เขาก็คิดเหมือนกันว่า... นี่มันกรุงเทพฯนะ ไม่ได้อยู่กลางป่า ไม่ได้อยู่บนภูเขา ไม่ได้อยู่ชายแดนที่การเดินทางลำบาก

แต่ถ้าน้ำท่วมจนออกจากบ้านไม่ได้ อาหารไม่มี น้ำสะอาดไม่มี คนป่วยออกไปโรงพยาบาลไม่ได้ คนแก่ คนพิการ เด็กเล็ก ติดอยู่ในบ้าน

คำถามง่ายๆ ที่เขาส่งเสียงไปถึงผู้บริหาร ที่มีหน้าที่รับผิดชอบชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน คือ “ถ้าผมเดือดร้อน ผมต้องโทรหาใคร?” ... “ถ้าผมต้องการยา ใครจะเอามาให้?”... “ถ้าผมต้องออกจากบ้าน ใครจะมารับ?”...“ถ้าผมไม่มีอาหาร พรุ่งนี้ผมจะกินอะไร?”

นี่ต่างหากครับ คือหัวใจสำคัญของการบริหารในยามเกิดภัยพิบัติ


ข้าวกล่องหนึ่งกล่องช่วยได้หนึ่งมื้อ แต่คนเรากินสามมื้อนะ ... ถ้าน้ำยังไม่ลด พรุ่งนี้ก็ต้องกินอีก...มะรืนก็ต้องกินอีก...แจกถุงยังชีพหนึ่งครั้ง ก็แค่ช่วยได้ในเวลานั้น

ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงไม่ใช่แค่ “แจกแล้วจบ!”

แต่ประชาชนต้องการระบบช่วยเหลือ ที่อยู่กับเขาตลอดเวลา ในช่วงที่เขายังติดอยู่ในน้ำ

ต้องมีศูนย์ประสานงาน ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีคนติดค้าง พื้นที่ไหนมีคนป่วย พื้นที่ไหนขาดอาหาร พื้นที่ไหนต้องการเรือ
พื้นที่ไหนต้องการเครื่องสูบน้ำ พื้นที่ไหนไฟฟ้าถูกตัด ... แล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ ตรงนี้ต้องชัดเจน

ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องวิ่งหาเอาเอง ว่า “เรื่องนี้ต้องไปถามเขต”...“เรื่องนั้นต้องถาม กทม.”...“อันนี้ต้องถามกระทรวงมหาดไทย”...“อันนี้ต้องถามตำรวจ” ...“อันนี้ต้องถามทหาร”

เพราะเวลาน้ำเข้าบ้าน คนเขาไม่มีแรงจะไปหาว่า“หน่วยงานไหนมีอำนาจ” พอที่จะมาช่วยเขาได้

“นายกฯอนุทิน” ก็ออกมาพูดชัด หลังกลับจากต่างประเทศว่า ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ต้องบูรณาการกำลังคน และเครื่องจักร และต้องเข้าถึงจุดที่เดือดร้อนหนักก่อน

แต่ที่หน้างาน ประชาชนกำลังถามว่า “ไอ้ที่ว่าบูรณาการนั้น มันอยู่ตรงไหนในพื้นที่?!”


เพราะถ้าบูรณาการอยู่จริง คนที่ติดอยู่ในแฟลต คนที่ไม่มีน้ำกิน น้ำใช้ คนที่มีคนป่วยอยู่ในบ้าน ควรจะรู้ว่าต้องติดต่อใคร และความช่วยเหลือควรมาถึงอย่างต่อเนื่อง

นี่คือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ...ไม่ใช่แค่เห็นนายกฯ ลงพื้นที่ฉาบฉวยพอให้เป็นข่าว!

แม้การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ผู้นำประเทศลงไปเห็นปัญหาด้วยตัวเอง

แต่พอชาวบ้านเห็นนายกฯ แล้วตะโกนในเชิงประชดประชัน ว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!” …“เข้ามาทำไม?”…บางที่ถึงกับตะโกนออกมาลอยๆว่า ควาย!

นี่มันสะท้อนอะไรบางอย่าง... ไม่ได้แปลว่าชาวบ้านทุกคนเกลียดนายกฯ แต่มันสะท้อนว่า พวกเขาอัดอั้น เพราะเขาอยู่กับน้ำมาหลายวันแล้ว เขาไม่ได้ต้องการคำพูดสวยๆ หรือมาโบกไม้โบกมือ แต่เขาต้องการ เครื่องสูบน้ำ ต้องการเรือ อาหาร น้ำสะอาด ยา ต้องการคนมารับคนป่วย

และที่สำคัญที่สุด…เขาต้องการรู้ว่า “คืนนี้ ถ้าน้ำยังไม่ลด จะมีใครดูแลหรือไม่ จะมากันเมื่อไหร่ ?...หรือ ใจคอจะรอจนน้ำลดแล้วค่อยมา!?

ส่วนภาพนายกฯ ลงพื้นที่ ถอดรองเท้า เดินลุยน้ำ ขณะที่คนร่วมคณะของนายกฯ ยังใส่รองเท้ากันทุกคน หรือ ภาพการลงไปแจกของ อันนั้นประชาชน เขาคงตัดสินกันเองได้

เพราะในยุคโซเชียลมีเดีย ภาพหนึ่งภาพ มันไปได้เร็วมาก และพอได้เห็นภาพ คอมเมนต์ก็พรั่งพรู ออกมา


และยิ่งนายกฯ กลับมาแล้วพูดเรื่อง “บูรณาการ” หรือพูดถึง “การถอดบทเรียน” ซึ่งหมายถึงการเอาบทเรียน ไปปรับปรุงการทำงานในอนาคต

แต่สำหรับคนที่กำลังนั่งอยู่ในบ้านที่น้ำยังท่วม คำว่า “ถอดบทเรียน” ฟังแล้วมันแสลงใจมาก เพราะเขาอาจคิดว่า น้ำท่วมมากี่ที่ กี่ครั้งแล้ว ทำไมยังถอดบทเรียนกันไม่เสร็จหรือ

“ (กู)ยังติดน้ำอยู่เลย (มึง)จะมาถอดบทเรียนอะไรกันอีกตอนนี้?” ช่วยคนให้รอดก่อนเถอะ!

ตอนนี้ ต้องเอาเรือมา เอาอาหารมา เอาน้ำมา เอายามา เอาเครื่องสูบน้ำมา แล้วค่อยกลับมาคุยกันว่า

ครั้งหน้าถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้อีก เราจะทำอย่างไรให้ดีกว่านี้ !

เพราะการบริหารภัยพิบัติ ไม่ได้วัดกันที่ว่า นายกฯ เรียกประชุมกี่ครั้ง สั่งการไปกี่คำสั่ง โฆษกรัฐบาลแถลงวันละกี่รอบ โพสต์เฟซบุ๊กไปกี่โพสต์แล้ว หรือรัฐมนตรีลงพื้นที่กี่คน

แต่ผลงานวัดกันได้ง่ายๆว่า คนที่กำลังเดือดร้อนนั้น ได้รับความช่วยเหลือหรือยัง คนป่วยออกไปหาหมอได้หรือยัง

คนไม่มีอาหาร คืนนี้มีอะไรกินหรือยัง คนที่ติดอยู่ในบ้าน รู้หรือยังว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือจะโทรหาใคร และพื้นที่ที่น้ำยังท่วมหนัก มีคนรับผิดชอบอยู่ตรงนั้นจริงหรือยัง ?

นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบประชาชน ...ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยการทำให้ประชาชนเห็นว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”

น้ำท่วมครั้งนี้อาจเป็นภัยธรรมชาติ แต่การช่วยเหลือประชาชน…เป็นเรื่องของการบริหาร จัดการ

แต่ถ้าประชาชนยังรู้สึกว่า น้ำอยู่หน้าบ้านมาสามวันแล้ว แต่ความช่วยเหลือยังต้องรอ

“นายกฯอนุทิน” ก็ต้องกลับมาถามตัวเองแล้วว่า ปัญหาอยู่ที่น้ำ หรืออยู่ที่ระบบการจัดการของรัฐบาลกันแน่!