เมืองไทย 360 องศา
“เอาอยู่” อาจกลายเป็น “คำต้องห้าม” ไปแล้วสำหรับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม แต่สำหรับรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะสรุปบทเรียนในการ “รับมือ” แก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ หรือรวมถึงกรุงเทพมหานคร ในยุคของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตอนนี้ เพราะทั้งคู่ต่างก็ผ่านปัญหาระดับ “วิกฤต” มาแล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งที่ “หาดใหญ่” เมื่อปีก่อน ขณะที่กรุงเทพมหานคร ก็ผ่านเหตุการณ์ “น้ำท่วม” มาแล้วหลายครั้ง มากบ้างน้อยบ้าง ว่ากันไป
ที่ต้องบอกว่าทั้งรัฐบาล และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร “ไม่สรุปบทเรียน” ก็คือ เรื่องการ “เตรียมรับมือ” ที่ต้องบอกว่า “ประมาท” ไปหน่อย ไม่อยากบอกว่า “ล้มเหลว” แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นคำตอบให้เห็นอยู่แล้วว่า ล้มเหลวหรือไม่อย่างไร
ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหา เกิดน้ำท่วมขึ้นแล้ว กลับแทบไม่เห็นการสั่งการ การบัญชาการหรือการ “รวมศูนย์สั่งการ” อย่างรวดเร็ว มีแต่เห็นประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง “ดิ้นรนกันเอง” ไปตามยถากรรม
ภาพที่เกิดขึ้นที่ “แฟลตคลองจั่น” ที่มีรถยนต์จมน้ำมิดคัน จอดเรียงรายนับร้อยคัน ภาพถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนพัฒนาการ ถนนแจ้งวัฒนะ งามวงศ์วาน ศรีนครินทร์ ลาดกระบัง เป็นต้น ที่มีรถยนต์จอดเสียกันเป็นแพ ภาพความลำบากของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความ “ล้มเหลว” ของ กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ต้องบอกว่านี่คือ “ภัยธรรมชาติ” ที่รับมือยาก ใช่ ไม่มีใครเถียง !! แต่ระบบการแจ้งเตือนภัยต้องพร้อมและ “รวดเร็ว” มากกว่านี้
และที่สำคัญน้ำฝนมาแบบปัจจุบันทันด่วน ปุบปับ แต่มันมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าอย่างน้อยก็ในระยะ 24 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง แต่นี่การส่งข้อความแจ้งเตือนกลับเกิดขึ้นหลังจากรถจมน้ำไปแล้ว หรือน้ำได้ไหลเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่รัฐบาลถูกวิจารณ์ ถูกตำหนิมากที่สุดในเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร คือ “แจ้งเตือนช้า” หรือแจ้งเตือนหลังเกิดเหตุน้ำท่วมไปแล้ว รวมทั้งการเตรียมการช่วยเหลือขณะน้ำท่วม เช่น การแจ้งว่ามีถนนเส้นไหนน้ำท่วมสูงระดับไหน ควรหลีกเลี่ยง เป็นต้น ทุกอย่างจึงล่าช้าไม่ทันการณ์ และเต็มไปด้วยความโกลาหล ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นมากเกินไป
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล “ประมาท” หรือการเตรียมการรับมือไม่ดีพอก็คือ คำพูดของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่ย้ำว่า “เอาอยู่” โดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับ พร้อมกับตำหนิบางเพจที่แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมรับมือว่า เป็น “เฟกนิวส์” เสียอีก จนต่อมาต้องออกมาขอโทษ และยอมรับว่ามีการประเมินผิดพลาด
หรือกรณีของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม ก็ได้ออกตรวจสภาพน้ำ เช่น ระดับน้ำที่คลองประเวศฯ และ บึงหนองบอน เป็นต้น ได้แสดงมั่นใจทำนองเดียวกัน พร้อมกับบอกประชาชนให้มั่นใจ ไม่มีปัญหา เนื่องจากทางกรุเทพฯได้เตรียมรับมือไว้หมดแล้ว
รวมไปถึงกรณีที่เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ ต้องไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติอย่างที่เห็น ก็เหมือนกับว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง ขาดการสั่งการ เพราะที่ผ่านมามีการสั่งการ หรือมอบหมายในลักษณะ “แบ่งภาค”กันรับผิดชอบ ไม่มีการก้าวก่าย เช่น รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีดูกลางภาคนั้น ภาคนี้ จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ข้ามเขตกันไม่ได้ จะสั่งการข้าราชการ ก็เหมือนกับไม่มีใครฟังใคร
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่พอนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงจากเครื่องบิน มาแถลงข่าว สิ่งที่เขาเน้นย้ำก็คือ ทุกหน่วยงานคือ “ทีมเดียวกัน” ไม่มีการแบ่งแยก นี่ก็คือคำตอบในตัวเองอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ ต่างทำงานกันไป
“เราจะทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแยกว่าใครมาจากไหน หน่วยงานใดทั้งสิ้น ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในทุกรูปแบบและทุกหน่วยงานด้วย ไม่มีแบ่งแยกพื้นที่ว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่บริหารพิเศษ ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ เพราะกรุงเทพเป็นนครหลวง เป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา ขนส่งและอื่นๆ อีกมากมาย ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ชุดข้อมูลเป็นชุดเดียวกันในการปฏิบัติงาน และยึดหลักการช่วยประชาชนก่อน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและทรัพย์สินเป็นสำคัญที่สุด
ขณะที่สำนักงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องประสานข้อมูลจากหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและขอให้กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องทันเวลา โดยน.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะเป็นผู้สั่งการในฐานะที่กำกับดูแล ประสานงานเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึง อสมท.เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับทราบตลอดเวลา”
นั่นคือ คำพูดของ นายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนภาพการทำงานแก้ปัญหาที่เริ่มเคลื่อนไหวทันที หลังจากที่ “ศูนย์บัญชาการ” กลับมาอีกครั้ง ไม่ได้เป็น “สูญญากาศ” เหมือนก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่สั่งการเองหรือไม่ การเตรียมการ หรือการแจ้งเตือนภัยพิบัติยังมีปัญหาล้มเหลวเช่นเดิม เพราะกรณีน้ำท่วมกรุงมหานครคราวนี้ ต้องย้ำเตือนกันว่า “ไม่ใช่น้ำป่า” ไหลหลาก แต่เกิดจากปริมาณน้ำฝนล้วน จะเรียกว่าน้ำฝนกี่ร้อยปีก็ช่าง แต่กว่าไหลเข้าท่วมในแต่ละพื้นที่ มันต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง สามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่มาแบบกระทันหัน แม้ว่าจะเป็นน้ำป่า มันก็ต้องมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น น้ำเป็นสีแดงขุ่น อะไรแบบนี้เป็นต้น
ดังนั้นเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครเที่ยวนี้ ก็ต้องย้ำว่า นี่คือว่า “ล้มเหลว” อีกครั้งของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะการ “แจ้งเตือน”ล่วงหน้าที่ล่าช้า ทั้งที่สาเหตุมาจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ และยิ่งในสถานการณ์วิกฤตถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพอีกครั้ง!!


