xs
xsm
sm
md
lg

เตือนน้ำท่วมกลายเป็นคดี ตกลงใครกำลังตื่นตระหนก?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เรื่องดรามามีคนเตือนเรื่องน้ำท่วม แต่ทางผู้มีหน้าที่รับผิดชอบไม่เชื่อ ซ้ำยังออกมาโต้ในเชิงว่า เป็นการสร้างความตื่นตระหนก ถ้าจะเล่าให้เข้าใจง่ายๆ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีเพจพยากรณ์อากาศชื่อ “T ลมฟ้าอากาศ” ออกมาเตือนประชาชนว่า ช่วงวันที่ 24 ถึง 27 กันยายน จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง ถึงขั้นใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” 
เพจไม่ได้บอกแค่ว่าฝนจะตกเท่านั้น แต่บอกประชาชนให้เตรียมตัว ยกของขึ้นที่สูง เตรียมเสบียง เตรียมยา และระวังพื้นที่เสี่ยง
โพสต์นี้ถูกแชร์ออกไปจำนวนมาก


แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นทันที เพราะมีการตั้งคำถามว่า เพจนี้เป็นใคร มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อะไร ใช้ข้อมูลจากไหน และคำว่า “มหาอุทกภัย” นั้นเกินจริงหรือไม่?!

ทางกรมอุตุนิยมวิทยาออกมาชี้แจงว่า คำพยากรณ์ในลักษณะที่เพจนำเสนอ ไม่ตรงกับข้อมูลพยากรณ์ของกรม แต่ในเวลาเดียวกัน กรมอุตุฯก็มีข้อมูลเตือนเรื่องฝนหนักในหลายพื้นที่จริง ในช่วงวันที่ 23–27 กันยายน

ตรงนี้แหละ ที่ทำให้เรื่องมันซับซ้อน … เพราะมันไม่ใช่เรื่องว่า “ฝนจะตกหรือไม่ตก”

แต่เป็นเรื่องว่า ฝนจะหนักแค่ไหน น้ำจะมากแค่ไหน และคำว่า “มหาอุทกภัย” นั้นรุนแรงเกินกว่าข้อมูลทางราชการหรือไม่
ขณะที่ฝั่งรัฐบาลก็ออกมาชี้แจงเช่นกัน โดยรองนายกรัฐมนตรี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” ปฏิเสธคำเตือนเรื่อง “มหาอุทกภัย” และเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการมากกว่าข้อมูลในโซเชียล โดยมีการวิจารณ์ว่า การเตือนในลักษณะดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกได้ ก่อนทิ้งท้ายสร้างความมั่นใจว่า “รัฐบาลเอาอยู่!!”

จากนั้นเรื่องก็ยิ่งร้อนขึ้น เพราะในขณะที่ฝ่ายรัฐบอกว่าอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ฝนในหลายพื้นที่ ก็เริ่มหนักขึ้นจริงๆ และมีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทั้งในต่างจังหวัดและที่กรุงเทพฯ

ทำให้เกิดคำถามในโลกออนไลน์ทันทีว่า “แล้วสิ่งที่เพจเตือนไว้ มันผิดทั้งหมดจริงหรือ?”

มีการพูดกันว่า การใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” อาจเป็นคำที่เกินจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ได้แปลว่า เรื่องฝนตกหนักหรือน้ำท่วม ไม่มีอยู่จริง

เพราะข้อมูลของกรมอุตุฯ เองก็ระบุถึงฝนหนักในหลายพื้นที่อยู่แล้ว

ดังนั้นดรามาจึงกลายเป็นการปะทะกันระหว่างสองชุดข้อมูล

ชุดแรกคือ ข้อมูลทางราชการ ซึ่งยืนยันตามเครื่องมือ และระบบพยากรณ์ของหน่วยงาน

อีกชุดหนึ่งคือ การวิเคราะห์ของเพจอิสระ ซึ่งมองจากข้อมูลสภาพอากาศและออกมาเตือนประชาชนในภาษาที่รุนแรงกว่า
แล้วเรื่องก็ไม่ได้จบแค่การเถียงกันเรื่องพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ


เพราะเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา นายสนธิยา สวัสดี เข้าแจ้งความให้เอาผิดเจ้าของเพจ“T ลมฟ้าอากาศ” โดยกล่าวหาว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

ตรงนี้เองที่เรื่องฝนตก กลายเป็นเรื่องคดีความ!

จากเดิมที่ประชาชนกำลังถกกันว่า ฝนจะตกหนักแค่ไหน น้ำจะท่วมไหม ควรเตรียมตัว เก็บข้าวของขึ้นที่สูงหรือเปล่า
มันกลายเป็นประเด็นคำถามใหม่ ว่า คนธรรมดาที่ออกมาเตือนภัยจากข้อมูลที่ตัวเองเชื่อ จะมีความผิดหรือไม่?

และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ วันนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้มองเรื่องนี้เพียงว่าเพจถูก หรือกรมอุตุฯ ถูก

แต่กำลังมองอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าคำเตือนนั้นทำให้คนบางพื้นที่ยกของขึ้นที่สูง เตรียมยา เตรียมอาหาร หรือเตรียมรถไว้ก่อน แล้วสุดท้ายฝนตกหนัก น้ำท่วมจริง

คำเตือนนั้นควรถูกมองว่าเป็น “การสร้างความตื่นตระหนก” อย่างเดียว หรือไม่

หรือควรมองว่าเป็น “การเตือนภัยอีกหนึ่งชุด” ที่ประชาชนควรนำไปประกอบกับข้อมูลของทางราชการ แล้วใช้วิจารณญาณของตัวเอง

เพราะในโลกของภัยพิบัติ การเตือนเร็ว กับการเตือนแรง มันเป็นคนละเรื่องกัน!

และการพยากรณ์อากาศเอง ก็มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ

ดังนั้นเรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่า ใครถูก ใครผิด


แต่สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ ทำไมคำเตือนจากเพจหนึ่ง จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นรัฐบาลออกมาชี้แจง กรมอุตุฯต้องออกมาโต้ และสุดท้ายเจ้าของเพจ ถูกแจ้งความดำเนินคดี

เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ประชาชนต้องการจากเรื่องนี้ อาจไม่ใช่การรู้ว่า “ใครแม่นกว่าใคร”

แต่คือการรู้ว่า ถ้าฝนกำลังจะมา น้ำกำลังจะมา แล้วประชาชนควรเชื่อข้อมูลอะไร และควรเตรียมตัวอย่างไร นี่ต่างหาก คือโจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้

เพราะเวลาน้ำมา คนที่เสียหายจริงๆ ไม่ใช่เพจ ไม่ใช่กรมอุตุฯ และไม่ใช่นักการเมือง แต่คือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม