xs
xsm
sm
md
lg

เปิดรายละเอียดศาล ปค.ชี้ กก.สรรหา กสทช.วินิจฉัย "สรณ" ขาดคุณสมบัติถูกต้องแล้ว องค์ประชุมครบ แถมพบหลักฐานเป็น พนง.รัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปิดจบ "หมอสรณ" ศาลปค.กลางยกฟ้อง ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยมีลักษณะต้องห้ามนั่งปธ.กสทช. ชี้ กก.สรรหายังมีอำนาจวินิจฉัย แม้ผ่านความเห็นชอบวุฒิฯ-มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้ว ยันองค์ประชุมครบเป็นกลาง เปิดโอกาสแจงแสดงพยานหลักฐานเพียงพอ พบยังเป็นพนง.หน่วยงานรัฐ แม้ลาออก-รับค่าตอบแทนรายชม. รพ.รามาฯ ฟันเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ม.8(2)

วันนี้ (25 ก.ย.) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น 

โดยศาลได้วินิจฉัยในหลายประเด็นคือ 1.กรณีที่คณะกรรมการสรรหากสทช. มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569วันที่ 21 ก.ค. 69วินิจฉัยว่านพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8(2) พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือก และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องวินิจฉัยภายในช่วงเวลาใด ดังนั้น แม้นพ.สรณจะได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจวินิจฉัยได้ หากเหตุเกี่ยวกับคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนการแต่งตั้ง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านพ.สรณยังตรวจและรักษาผู้ป่วยและได้รับค่าตอบแทนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) และอาจแสดงว่ายังไม่ได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพภายในเวลาที่กำหนดตาม มาตรา 18 จึงอาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิในการรับแต่งตั้ง และต้องดำเนินการสรรหาใหม่ โดยอำนาจวินิจฉัยยังเป็นของคณะกรรมการสรรหาตาม มาตรา 15/1 ดังนั้นข้อกล่าวอ้างของนพ.สรณที่ว่าอำนาจ ในการพิจารณาหรือวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของนพ.สรณที่ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ กสทช. ของคณะกรรมการสรรหากสทช.ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก
ไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว กระบวนการให้นพ.สรณพ้นจากตำแหน่ง ย่อมต้องผ่านวุฒิสภา จึงไม่อาจรับฟังได้

2.ที่นพ.สรณอ้างอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 และ 16/2555 เพื่อสนับสนุนว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้วุฒิสภาพิจารณาแล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง และไม่สามารถกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามภายหลังได้ ศาลฯเห็นว่าไม่อาจรับฟังได้เนื่องจากคำวินิจฉัยที่นพ.สรณอ้างมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแตกต่างจากคดีนี้ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ 16/2555 เป็นเรื่องคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง และเป็นคำวินิจฉัยก่อนมีการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หลายครั้ง ที่สำคัญ การแก้ไขกฎหมายในปี 2564 ได้เพิ่ม มาตรา 15/1 โดยกำหนดโดยตรงว่า เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด

3.ที่นพ.สรณอ้างว่าได้มีคำร้องคัดค้านความเห็นของคณะกรรมการ กฤษฎีกาตามบันทึก ลับ เรื่องที่เสร็จที่ 1005-1006/2568เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและ กรรมการ กสทช. ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และเห็นว่าความเห็นดังกล่าวขัดกับแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังคัดค้านความเห็นเรื่องเสร็จที่ 1,005-1,006/2568 โดยอ้างว่า นายประสพสุข บุญเดช ซึ่งเป็นกรรมการกฤษฎีกา ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงของ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ซึ่งเป็นคู่กรณีกับนพ.สรณจึงขัดต่อหลักความเป็นกลาง ศาลเห็นว่า ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากความเห็นกฤษฎีกาทั้งสองเรื่องพิจารณาตาม กฎหมายคนละฉบับ จึงไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียง ความเห็นทางกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ จึงไม่มีประเด็นเรื่องหลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้

4.ที่นพ.สรณ อ้างว่าคณะกรรมการสรรหากสทช. ไม่มีอำนาจวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 เพราะระเบียบปี 2564 กำหนดให้ตรวจสอบเฉพาะคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 6, 7, 14/1 และ 14/2 เท่านั้น ศาลฯเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวกำหนดขั้นตอนเฉพาะสำหรับปัญหาที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ชั้นรับสมัครหรือคัดเลือก ส่วนปัญหาตาม มาตรา 8 เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ขณะผู้ได้รับการคัดเลือกต้องแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาตาม มาตรา 18 ซึ่งยังอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาตาม มาตรา 15/1 ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาจึงมีอำนาจวินิจฉัยกรณีนพ.สรณไม่แสดงหลักฐานการลาออกหรือยังฝ่าฝืนมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 ซึ่งเป็นเงื่อนไขก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง กสทช. ข้ออ้างของนพ.สรณจึงรับฟังไม่ได้

5.ที่นพ.สรณอ้างว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช.ขาดความเป็นกลางและเป็นคู่กรณี จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของตน โดยอ้าง มาตรา 13 และมาตรา 16 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ศาลฯเห็นว่าไม่อาจไม่รับฟังได้ เพราะการจะถือว่าขาดความเป็นกลางตามมาตรา 13 ต้องมีลักษณะเป็นคู่กรณีหรือมีความสัมพันธ์และส่วนได้เสียโดยตรงตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนมาตรา 16 ต้องมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่มี สภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง การที่คณะกรรมการสรรหาฯเคยโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของนพ.สรณ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และคดีนี้ไม่ปรากฏเหตุที่เข้าลักษณะต้องห้าม

6.ที่นพ.สรณอ้างว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ครบองค์ประชุมและไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากมีกรรมการชุดเดิมพ้นตำแหน่ง 2 คน อีกทั้งนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา มีอายุเกิน 70 ปี จึงขาดคุณสมบัติ รวมถึงมีการนำบุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนนั้น ศาลฯเห็นว่า แม้กรรมการสรรหาชุดเดิมพ้นตำแหน่ง 2 คน แต่ นายวิทัยรัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาโดยผลของกฎหมาย ทำให้คณะกรรมการสรรหายังคงมีกรรมการ 5 คน และนายเกียรติพงศ์ยังมีคุณสมบัติ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุของกรรมการสรรหาไว้ และยังไม่พ้นจากตำแหน่งตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการประชุม มีกรรมการเข้าร่วม 4 คน แม้นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะไม่ได้เข้าร่วม แต่จำนวนดังกล่าวไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด 7 คน จึงถือว่าครบองค์ประชุมตาม มาตรา 14 วรรคสี่ และมีอำนาจวินิจฉัยตาม มาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง ข้อกล่าวอ้างของนพ.สรณจึงไม่อาจรับฟังได้

7.ที่นพ.สรณอ้างว่าไม่ได้รับโอกาสอย่างเพียงพอในการรับทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐาน และตรวจดูเอกสารตาม มาตรา 30 และ 31 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาใช้เวลาพิจารณาเพียง 37 วัน ซึ่งรวบรัดผิดปกตินั้นศาลฯเห็นว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเชิญนพ.สรณเข้าชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานหลายครั้ง โดยนพ.สรณได้ส่งหนังสือโต้แย้งและชี้แจงข้อเท็จจริงของตนเองแล้ว จึงถือว่าได้รับโอกาสตาม มาตรา 30 ส่วนมาตรา 31 ไม่ปรากฏว่านพ.สรณเคยยื่นขอตรวจดูเอกสาร สำหรับระยะเวลา 37 วันนั้น  กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการพิจารณา และมีเหตุจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากกรรมการสรรหาบางรายกำลังจะพ้นจากตำแหน่งและเกี่ยวข้องกับการรักษาความต่อเนื่องในการทำหน้าที่ของ กสทช. จึงไม่ถือว่าเป็นการเร่งรัดโดยมิชอบ

8.ที่นพ.สรณอ้างว่า ช่วงวันที่ 8 ม.ค. - 12 เม.ย. 2565 หลังลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ตนเองปฏิบัติหน้าที่เป็นเพียง “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีคำสั่งจ้างในฐานะแพทย์ประจำ และไม่ได้รับเงินเดือนเหมือนบุคลากรประจำ จึงถือเป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์โดยอิสระ ไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯนั้น ศาลฯเห็นว่า การวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ต้องพิจารณาจากสภาพและสาระสำคัญของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับหน่วยงานของรัฐโดยรวม ไม่อาจพิจารณาเพียงชื่อเรียกตำแหน่ง รูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน หรือการมีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนหน้านี้นพ.สรณเป็นพนักงานคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และดำรงตำแหน่งบริหารเป็นรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย ต่อมานพ.สรณได้รับอนุญาตให้ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ภายหลังลาออกแล้ว ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยตรวจรักษาผู้ป่วยที่พรีเมี่ยมคลินิก ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี

แม้นพ.สรณจะไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง และไม่ได้รับเงินเดือนในลักษณะเดียวกับแพทย์ประจำ แต่ปรากฏว่ามีการทำข้อตกลงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการตรวจรักษาผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ป่วย แล้วนำมาจ่ายให้นพ.สรณและแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ ในแบบคำร้องขอรหัสบุคคล/ต่อรหัสบุคคล ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 นพ.สรณได้ระบุประเภทการจ้างเป็น “พนักงานค่าตอบแทน (ชม.)” และเลือกช่อง “รับค่าตอบแทน” ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนว่านพ.สรณเข้ามาปฏิบัติงานภายใต้ระบบบริหารงานบุคคลและระเบียบของโรงพยาบาลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งการทำงานยังต้องใช้สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน และทรัพยากรของโรงพยาบาล และอยู่ภายใต้กฎและระบบบริหารจัดการของโรงพยาบาล
ส่วนกรณีเอกสารภาษีที่โรงพยาบาลรามาธิบดีออกให้แก่นพ.สรณ ซึ่งระบุว่าเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ศาลเห็นว่า เป็นเพียงการจัดประเภทเงินได้ตามหลักเกณฑ์ทางภาษีเพื่อประโยชน์ในการคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ได้เป็นข้อยุติว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐ

และการที่นพ.สรณลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ในทางนิติสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและผลประโยชน์กับโรงพยาบาลสิ้นสุดลง เนื่องจากนพ.สรณยังคงเข้าปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงและได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาล ซึ่งการพิจารณาเพียงว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสัญญาจ้างในฐานะแพทย์ประจำหรือไม่ได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระโดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่านพ.สรณยังคงมีความสัมพันธ์ทั้งในทางการปฏิบัติงานและผลประโยชน์กับโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงเข้าลักษณะเป็น “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ” ตามมาตรา 8 (2) อันเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ข้อกล่าวอ้างของนพ.สรณในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น
ขึ้น

ดังนั้น การที่คณะกรรมการสรรหากสทช.มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการ เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นผลให้นพ.สรณที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่นพ.สรณได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 15วรรคเจ็ด แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553