เมืองไทย 360 องศา
“ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังถูกพูดถึงและถูกจับตามากขึ้นเรื่อยๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมี “คดีฮั้วสว.” ก็ยิ่งได้รับความสนใจและ “ตื่นตัว” กันมากขึ้น ว่านี่คือระบอบการเมืองใหม่ ที่บางคนบอกว่า “ร้ายยิ่งกว่าระบอบทักษิณ” เพราะหนึ่งใน “แกนหลัก” ของระบอบใหม่นี้ เคยร่วมอยู่ในระบอบเก่าดังกล่าว จากนั้นก็ “กลายพันธุ์” มาเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ “ซ่อนรูป” และไม่เปิดเผยตัวตนให้ตรวจสอบได้ง่าย
หากสังคมรับรู้กันถึงเรื่อง “สว.สีน้ำเงิน” ว่ามีจริง เพราะในเวลานี้เป็น สว.เสียงข้างมาก ตามที่มีการประเมินกันคร่าวๆในตอนนี้ว่ามีไม่น้อยกว่า 130 เสียง และแน่นอนว่า อำนาจหน้าที่ของสว.ก็คือ นอกเหนือจากการเป็นสภาสูงในการตรวจสอบคัดกรองกฎหมายต่างๆ มากมายแล้ว หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การอนุมัติแต่งตั้งลงมติเห็นชอบองค์กรและหน่วยงานอิสระต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการให้ความเห็นชอบตุลาการ และอัยการสูงสุด เป็นต้น
ขณะเดียวกัน หากสังคมจำนวนมากมีความเชื่อในเรื่อง “ที่มา” ไม่โปร่งใส เช่น มีการ “ฮั้ว” เหมือนกับเวลานี้ มีการส่งฟ้องไปจำนวน 77 ราย ในจำนวนนั้นมีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว.จำนวน 26 คน ซึ่งหากพิจารณากันตามตัวเลข ก็ถือว่าจำนวนไม่น้อย ซึ่งหากว่ากันตามข้อมูลข้อกล่าวหาแล้วยังต้องมีการส่งฟ้องกันเกือบทั้งสภาสูงกันเลยทีเดียว เพราะหากบอกว่าเป็นพวก สว.สีน้ำเงิน มากเกินร้อยคน นั่นก็หมายความว่ามีข้อสงสัยเรื่องผ่านกระบวนการ“ฮั้ว” มาทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลือกที่จะส่งฟ้องเพียงแค่นี้
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปถึงที่มาของ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการสรรหาและได้รับการโหวตเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดนี้นั่นเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า เมื่อ“ต้นทางมิชอบหรือน่าสงสัยแล้ว ปลายทางก็ไม่ชอบธรรมไปด้วย เพราะยิ่งสว.กลุ่มนี้อยู่นานเท่าไหร่ในอนาคต ก็จะสามารถแต่งตั้งบุคคลที่อยู่ในองค์กรอิสระเข้ามาใหม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น นี่คือ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังถูกพูดถึงว่ามัน “อันตราย” กว่าที่คิด เพราะมีการแทรกแซงรุกคืบเข้าควบคุมไปในทุกองค์กรแล้ว โดยเฉพาะใน “องค์กรอิสระ” ที่ผ่านการแต่งตั้งมาจากวุฒิสภา ที่กำลังถูกกล่าวหาว่า ผ่านการ“ฮั้ว” หรือได้มาโดยมิชอบนั่นเอง
นอกเหนือจากนี้ สำหรับหน่วยงานราชการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดกับ กระทรวงยุติธรรม ที่ถูกควบคุมดูแลโดยพรรคภูมิใจไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ถูกส่งเข้ามากำกับดูแล คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ที่ในวงการเข้าใจกันดีว่าสายตรง “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เมื่อมีการแต่งตั้งร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล โยกมาเป็นอธิบดีคนใหม่ โดยเด้งพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ออกไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
ที่น่าจับตาก็คือ นี่คือรายการแต่งตั้งกันมาเป็นแผง หรือเป็นแพกเกจ เพราะก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อเดือนกรกฎาคม โอนย้าย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร หรือ “ปลัดบอย” ที่จากเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งหากพิจารณาถึงข้อน่าสังเกตก็คือ “ปลัดบอย” คนนี้ถือว่าเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับอดีตภรรยาของนายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรี อีกด้วย ซึ่งตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมนี่แหละถือว่าสำคัญ เพราะต้องทำรายชื่อระดับอธิบดีเสนอคณะรัฐมนตรี และผลก็ออกมาอย่างที่เห็น
มีคำถามว่า ทำไมต้องเป็นร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ขึ้นมาคุม ดีเอสไอ อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างร้ายกาจที่ เขาคนนี้เป็น หนึ่งในเจ็ดคณะอนุกรรมการ คณะ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สั่งไม่ฟ้องคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 คน ซึ่งทำให้บรรดากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ส.ส.ของพรรคต่าง “หลุด” ทั้งหมด ถือเป็นการ“ฟอกขาว”ได้อย่างดี
อีกทั้งเมื่อมานั่งเก้าอี้อธิบดี ดีเอสไอ ก็ต้องมาดูแลคดี “อั้งยี่และฟอกเงิน” ที่เชื่อมโยงกับคดีฮั้วสว. ดังนั้น ก็ต้องมีคนที่ “ไว้ใจได้”หรือเปล่า
และล่าสุด ก็มีเรื่องให้ชวนติดตามทันทีเมื่อมี รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีการเปลี่ยนตัวอธิบดี ดีเอสไอ จากพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็นร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ก็ทำให้สำนวนคดีอาญา “อั้งยี่-ฟอกเงิน“ สว. ส่อชะงักลงทันที โดยเดิมในตอนแรก คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เตรียมจะประชุมในช่วงสิ้นเดือนก.ย.นี้ เพื่อวางกรอบและแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติม การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษที่ตีกลับสำนวน
แต่เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้ายพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนอยู่แล้วนั้น ให้เตรียมไปเป็นดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับซี 11 ก็เป็นเหตุให้การประชุมนัดแรกของคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ต้องถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด และยังไม่มีกำหนดการใหม่ จนกว่าร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อย่างเป็นทางการ
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ที่กำลังถูกจับตามองว่าหนทางข้างหน้าจะมีความผิดปกติมากขึ้นอีกหรือไม่ และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังคืบคลาน รุกคืบเข้ามาในทุกองค์กร ทั้งหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ ที่เวลานี้มีที่มาน่าสงสัย เริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมมากขึ้นทุกที และนี่คือ ระบอบ“ซ่อนรูป” ตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม !!


