xs
xsm
sm
md
lg

เกมต่อรองก่อนศึกซักฟอก เมื่อ “กล้าธรรม” พ้นวิปฝ่ายค้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเมืองช่วงก่อนเข้าสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามไม่น้อย

เพราะการที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ประธานวิปฝ่ายค้าน ประกาศตัดพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้าน ด้วยเหตุผลว่า กล้าธรรม แหกมติ ที่ไปโหวตเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70

ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ก็ยืนยันว่า การโหวตงบ 70 เป็นการตัดสินใจตามเนื้อหา ไม่ได้หมายความว่า ตัวเองเปลี่ยนขั้ว และ“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ก็ยืนยันว่า ยังไม่ได้มีมติพรรคถอนตัวจากฝ่ายค้าน

นี่คือภาพที่ประชาชนเห็น

แต่เรื่องนี้ ยังมีอีกชั้นหนึ่งคือ “ความลับของฝ่ายค้าน” ที่กำลังเตรียมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเปรียบเสมือน “แผนการรบ” ว่าพรรคไหนได้เวลาเท่าไร ใครจะอภิปรายเรื่องอะไรบ้าง จะขยี้ตรงจุดไหน

เพื่อไม่ให้ “ข้อสอบรั่ว” ประธานวิปรัฐบาล จึงตัดพรรคกล้าออกไป นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้มีแค่เรื่องลงมติงบ 70 
เมื่อกล้าธรรม หลุดออกจากวิปฝ่ายค้านแล้วจะไปอยู่ตรงไหน?...ส่วนใหญ่จะมองตรงกันว่า ก็ไปอยู่กับรัฐบาล!

เพียงแต่ทาง “ร.อ.ธรรมนัส” ยังไม่ได้ประกาศว่าจะนำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล


สถานะของ กล้าธรรม ในวันนี้ จึงเหมือนเป็นฝ่ายค้านอิสระหรือยืนอยู่ตรงกลาง แต่จะอยู่ตรงกลางได้นานแค่ไหน?

เพราะถ้ามองในทางการเมือง 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม เป็นสส.เขต 56 คน สส.บัญชีรายชื่อแค่ 2 คน ดังนั้น ส.ส.ที่มีฐานการเมืองในพื้นที่ หรือพวก “บ้านใหญ่” ย่อมหวังจะเข้าร่วมรัฐบาล

แต่ถ้ายังเป็นฝ่ายค้านไปเรื่อยๆ มันก็ต้องคิดเหมือนกันว่า แล้วอนาคตทางการเมืองของตัวเอง จะเดินไปทางไหนในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลจนมองไม่เห็น

ประเด็นนี้ จึงอาจเป็นตัวเร่งให้มีการเจรจาเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล

และในช่วงที่ผ่านมาเราก็เห็นสัญญาณหลายอย่าง เช่น มีข่าวเรื่องการพบปะ พูดคุยระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ ฝ่ายภูมิใจไทย รวมทั้งกรณีมีกระแสข่าวว่า มีการพบกันระหว่าง “ร.อ.ธรรมนัส” กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่ญี่ปุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดย“อนุทิน”เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมในเวทีสหประชาชาติ แต่ได้แวะญี่ปุ่น เพื่อมอบนโยบายทีมไทยแลนด์ ขณะที่“ร.อ.ธรรมนัส” ก็ไปญี่ปุ่น ในฐานะนายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ไปให้กำลังใจนักกีฬา ที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่มีภาพยืนยันว่า ทั้งสองคน มีการพบกัน


แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน กลับมีภาพ “ร.อ.ธรรมนัส” เอานาฬิกาคาสิโอ ที่สลักชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นภาษาอังกฤษ ออกมาโชว์ พร้อมพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างกัน ว่านาฬิกานี้ถอดมาจากข้อมือ ไม่ใช่ของที่ไปซื้อมาเอง

มันจึงกลายเป็นสัญญาณทางการเมือง ที่คนก็ต้องเอามาประกอบกันเพื่อชี้ว่า โอกาสที่พรรคกล้าธรรม จะเข้าร่วมรัฐบาล มีสูงมาก

ทีนี้มาดูจังหวะเวลา...ถ้าเข้าร่วม จะเป็นช่วงก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แน่นอนว่า ถ้ามองในมุมของพรรคกล้าธรรม ย่อมต้องการความชัดเจนก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะได้ไม่ต้องกังวล ว่าเมื่อโหวตหนุนไปแล้ว ภูมิใจไทยจะเบี้ยว จะถูกหักหลัง

แต่ถ้ามองในมุมของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้าจะดึงกล้าธรรมเข้ามาจริง ๆ ก็ต้องหลังศึกซักฟอก
เหตุผลมันง่ายมาก...ถ้าต้องปรับครม. ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัญหาจะซ้อนกันหลายชั้นทันที

ชั้นแรก ฝ่ายค้านกำลังจะอภิปรายรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ

ชั้นที่สอง ถ้าจะเอากล้าธรรมเข้ามา ก็ต้องจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีใหม่ แล้วเก้าอี้ที่เป็นปัญหา ก็คือ กระทรวงที่แต่ละพรรคถืออยู่
ไล่ให้เห็นกันชัดๆ ก็ได้ ปัจจุบัน“เพื่อไทย” มี ส.ส.77 คนดู แลอยู่ 5 กระทรวงคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ศึกษาธิการ, อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ก็มีกระทรวงหลัก อย่าง มหาดไทย ที่คุมผู้ว่าราชการจังหวัด, กลาโหม, ยุติธรรม ที่คุมงานสอบสวนคดีความต่างๆ , คมนาคม ที่ดูแลเมกะโปรเจกต์... นี่ล้วนเป็นหัวใจของพรรคภูมิใจไทย ให้ใครไม่ได้

ส่วนกระทรวงที่เหลือ อย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มี “สุชาติ ชมกลิ่น”เป็นเจ้ากระทรวง , อุตสาหกรรม ที่มี “วราวุธ ศิลปอาชา”, สาธารณสุข ที่ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ลูกชายของ “สนติ พร้อมพัฒน์”ดูแลอยู่ , กระทรวงพลังงาน ที่มี “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ตัวแทนของ“สุเทพ เทือกสุบรรณ” ทุกกระทรวงล้วนมีเจ้าของ และยังมีพวก“บ้านใหญ่” รอต่อคิวอยู่อีก

ดังนั้น ถ้าต้องมีการเกลี่ยกระทรวงกันใหม่ เพื่อแบ่งไปให้ กล้าธรรม 3- 4 เก้าอี้ ก็จะเกิดปัญหาภายในพรรคทันที

ถ้าไปขยับเก้าอี้ตรงนี้ก่อนซักฟอก ปัญหาก็จะไม่ได้มีแค่ฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่มันจะกลายเป็นรัฐบาลกับรัฐบาลทะเลาะกันเอง
รอให้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปก่อนค่อยปรับครม. น่าจะปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม ปรับหลังซักฟอก อาจยิ่งทำให้ “เสียงของกล้าธรรม” มีความหมาย เพราะการอภิปรายครั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้มีแค่ ทำให้รัฐบาลสอบตก หรือสอบผ่าน

เพราะฝ่ายค้านล็อกเป้าไว้แล้วว่า จะต้องทิ้งบอมบ์ใส่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี กับ “ไชยชนก ชิดชอบ” ที่เป็นตัวแทนของ “เนวิน”


ดังนั้น คะแนนไว้วางใจ จึงมีความสำคัญทางการเมืองด้วย ...เพราะถ้าเป็นการลงมติแล้วรัฐบาลผ่านด้วยคะแนนเฉียดๆ มันก็เป็นภาพที่ไม่สวยนัก แต่ถ้าผ่านด้วยคะแนนสนับสนุนจำนวนมาก รัฐบาลก็จะสามารถบอกได้ว่า ยังมีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างแข็งแรง

โดยเฉพาะเสียงสนับสนุน “ไชยชนก” ต้องอยู่ในลำดับต้นๆ เกิน 300 เสียง ไม่ใช่สอบผ่าน แต่อยู่รั้งท้าย!

ตรงนี้จึงเป็นจังหวะที่ฝ่ายรัฐบาล อาจต้อง “วัดใจ” กล้าธรรม ว่าจะโหวตอย่างไร ?

โหวตไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายค้านหรือไม่ หรือจะโหวตสนับสนุนรัฐบาล หรือจะมีท่าทีแบบอิสระ เป็นรายประเด็น ?

ตรงนี้ต่างหากที่น่าจับตา เพราะถ้ากล้าธรรม แสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลอย่างชัดเจน มันก็จะทำให้การต่อรองหลังซักฟอกง่ายขึ้น แต่ถ้ายังไม่โหวตให้ หรือยังรักษาระยะห่างเอาไว้ “ร.อ.ธรรมนัส” ก็ยังมีพื้นที่ต่อรอง กับทั้งสองฝ่าย

และนี่อาจเป็นเหตุผล ที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ยังไม่ประกาศว่า กล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลแน่นอน

ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “อนุทิน กับเนวิน”

เพราะช่วงหลังมีประเด็นของ “ทองเจือ ชาติกิจเจริญ” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในเรื่องทุจริตสอบบรรจุ ซึ่ง “ทองเจือ” เป็นคนใกล้ชิดของเนวิน ขณะที่ “อนุทิน” มีท่าทีว่ากำลังพยายามดีดตัวเองออกจากเรื่องดังกล่าว

ถ้ามองในมุมการเมือง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุด ที่ต้องจับตาว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ศูนย์อำนาจของอนุทิน” กับ “ศูนย์อำนาจของเนวิน” จะเดินกันอย่างไรต่อ

เพราะในขณะที่ “อนุทิน” ต้องการหน้าตา ต้องการความมั่นคงในรัฐบาล ส่วน“เนวิน” ก็ต้องมองเรื่องฐานการเมือง และอนาคตของพรรค

ดังนั้น ก่อนเข้าสู่ศึกซักฟอก เราจึงเห็นเกมการเมืองหลายชั้นมาก ทั้งฝ่ายค้านกำลังเตรียมเล่นงานอนุทิน กับ ไชยชนก... กล้าธรรม ถูกแยกออกจากฝ่ายค้าน แล้วจะไปอยู่ตรงไหน ... การต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐบาลถ้าจะมีการปรับครม.จริง

สิ่งที่ต้องจับตาตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่า “ร่วมรัฐบาล หรือไม่ร่วมรัฐบาล”

แต่ต้องดูว่า ...กล้าธรรม จะวางตัวอย่างไร ในศึกซักฟอก ...หลังการโหวตแล้ว จะมีการปรับ ครม.หรือไม่ และถ้าปรับ ใครได้ ใครเสีย... ความสัมพันธ์ระหว่างอนุทินกับธรรมนัส รวมถึง อนุทิน กับเครือข่ายเนวิน จะเดินไปในทิศทางไหน

ไม่แน่ว่า ในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของ “เนวิน” จะมีการพบปะของบรรดานักการเมือง แกนนำพรรคการเมือง อาจมีการส่งสัญญาณอะไรออกมา หรือไม่

แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น ไทม์ไลน์ในปฏิทินการเมือง ที่ต้องลุ้นระทึก คือวันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการพิจารณาชี้ขาด คดี “บาร์โค้ด-QR Code” บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่

และ วันที่ 30 กันยายน ยังมีเวทีเสวนาทางวิชาการ “คดีฮั้วส.ว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งจัดโดย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยมีผู้ร่วมเสวนา 4 ราย ได้แก่ “ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม , “วัส ติงสมิตร” อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา , ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. อดีตประธานแผนกในศาลฎีกา และภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา รวมถึง “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยในคดีฮั้วสว. และอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ต้องติดตามว่า 2 เหตุการณ์นี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมือง โดยไม่ต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือไม่ !?