xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ซัดอำนาจ “ภูมิใจไทย” ครอบงำ สว.- กกต.- ป.ป.ช.- DSI ชี้ หากคุมกลไกตรวจสอบได้หมด อาจกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ” ซัดโครงสร้างอำนาจ “ภูมิใจไทย” ตั้งคำถามครอบงำ สว.- กกต.- ป.ป.ช.- DSI ชี้ หากคุมกลไกตรวจสอบได้หมด ประเทศอาจกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง” ลั่น ปลุกพลังประชาชนเดินหน้ากดดันทุกฝ่าย ย้ำ ไม่เลือกข้างพรรคไหน ขอแค่ยึดหลักนิติรัฐ ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ

วันนี้่ (23 ก.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ และ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ ถึงภาพรวมสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ และโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่ นายสนธิ มองว่าประชาชนจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจไม่ได้มีเพียงว่าคดีฮั้ว สว.จะจบลงอย่างไร แต่ต้องมองไปถึง “โครงสร้างทางการเมือง” ทั้งระบบ เพราะ สว.ชุดปัจจุบันยังมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายแห่ง หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีข้อสงสัย แต่ สว.ชุดดังกล่าว ยังสามารถใช้อำนาจต่อเนื่องในการพิจารณา หรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล


นายสนธิ ยกตัวอย่างว่า มีกรรมการ กกต.และกรรมการ ป.ป.ช.หลายราย ที่ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจาก สว.ชุดดังกล่าว จึงตั้งคำถามว่า หากต้นทางของกระบวนการเลือก สว.ยังถูกตั้งข้อสงสัย กระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายหลังจะไม่ถูกสังคมตั้งคำถามได้อย่างไร พร้อมระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบุคคลเหล่านั้นชื่ออะไร แต่อยู่ที่ว่าคนที่เข้ามารับตำแหน่งในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเป็นอิสระ และมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะยืนหยัดบนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายหรือไม่

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรรมการองค์กรอิสระที่มีพื้นฐานมาจากฝ่ายตุลาการ โดยตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุว่า หากการทำหน้าที่ของบุคคลที่มาจากฝ่ายตุลาการถูกประชาชนตั้งข้อสงสัย ย่อมไม่ได้กระทบเพียงตัวบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันกระบวนการยุติธรรมโดยรวม


นายสนธิ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยนำมาเป็นตัวอย่างประกอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมาย ว่า แม้ทุกฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายถูกใช้เพื่อช่วยเหลือหรือ “ฟอกขาว” ให้บุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบทุกฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด รัฐบาลชุดใด หรือบุคคลใดก็ตาม”

นายสนธิ ยังกล่าวถึงเครือข่ายสีน้ำเงินและตั้งข้อกล่าวหา ว่า อิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยอาจขยายเข้าไปในกลไกต่างๆ ของรัฐ ตั้งแต่ฝ่ายการเมืองไปจนถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเครือข่ายทางการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อหลายข้อต่อของระบบได้จริง ประชาชนจะสามารถพึ่งพากลไกตรวจสอบใดได้บ้าง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ตนมองเห็นลักษณะคล้ายราชวงศ์ทางการเมือง คือการสร้างเครือข่ายอำนาจที่เชื่อมโยงกันหลายส่วนจนประชาชนตั้งคำถามได้ว่า ใครจะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้


นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณี นายปิยะ รักสกุล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า DSI มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. จึงตั้งคำถามว่าการแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI จะทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวนหรือไม่ พร้อมข้อกล่าวหาเรื่อง “อั้งยี่และซ่องโจร” ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับพฤติการณ์การเลือก สว. โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ามีการรวมกลุ่ม จัดประชุม หรือมีการแจกโพยเพื่อกำหนดทิศทางการลงคะแนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความกระจ่าง หากกระบวนการตรวจสอบถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ประชาชนอาจไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

นายสนธิ ยังกล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุน หรือโค่นล้มพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ แต่ต้องการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคอะไรก็ได้ เราไม่สนใจ เราสนใจว่าขอให้พลังประชาชนรวมตัวกัน มีพลานุภาพ เข้มแข็ง และใช้พลังประชาชนกดดันรัฐบาล ไม่ว่ามันจะมาจากชื่ออะไร ยี่ห้ออะไร หรือใครเป็นหัวหน้าพรรค


นายสนธิ กล่าวต่อว่า หลักที่กลุ่มยึดถือมีเพียงเรื่องความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความกล้าหาญ และการทำงานภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยไม่ต้องการให้ประชาชนเลือกข้างเพียงเพราะเป็นพรรคการเมืองที่ตนชอบ เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องมีสิทธิ์ตรวจสอบและกดดันให้กลับมาทำหน้าที่ตามหลักการ

“การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงกรุงเทพฯ แต่จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชนและอธิบายถึงสิ่งที่กลุ่มมองว่าเป็นปัญหาของระบบการเมืองโดยวันที่ 25-26 กันยายน จะเดินทางไปหาดใหญ่ พร้อมด้วย อ.ปานเทพ นายนิติธร และนายพิชิต และเตรียมขยายการเคลื่อนไหวไปยังจังหวัดต่างๆ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วม การชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องวัดกันด้วยจำนวนคน แต่ต้องวัดจากความมุ่งหมายและพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างกรณีการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่อ่าววังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนายสนธิระบุว่าเคยมีประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังจนทำให้รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีต่อปัญหาดังกล่าว” นายสนธิ ระบุ


นายสนธิ ยังตั้งคำถามถึงงบประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน โดยระบุว่า ต้องจับตาการนำเงินดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานราชการ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดทำทีโออาร์และการกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการ พร้อมตั้งคำถามว่า การจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด และมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนและภาคประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาลและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

ในช่วงท้าย นายสนธิ กล่าวว่า เหตุผลที่ตนและคณะออกมาเคลื่อนไหว เพราะต้องการ “ทวงประเทศไทยของพวกเรา” กลับมาให้เป็นของประชาชน และยืนยันว่า จะเดินหน้าต่อเนื่อง โดยตนจะเดินหน้าพบประชาชนและสื่อสารเรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการตรวจสอบอำนาจรัฐต่อไป โดยไม่สนใจว่าฝ่ายที่ถูกตรวจสอบจะเป็นพรรคใด

“ผมจะเดินสายไปให้หมดตลอดชีวิต จนกว่าผมจะตาย จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จนกว่าเรามีการยอมรับว่าวิธีการปัจจุบันในการปกครองทางการเมือง มีปัญหา ประชาชนจำนวนมากอาจรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งที่ขาดคือความกล้าหาญ หน้าที่ของผมคือ การออกมาเคลื่อนไหวแทนประชาชนที่อาจไม่สามารถออกมาแสดงจุดยืนด้วยตัวเองได้”