xs
xsm
sm
md
lg

"เท้ง" ยื่น ป.ป.ช.เอาผิด 7 กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบคดีฮั้ว สว.เอื้อประโยชน์การเมือง "ไอติม" จับตา "ปิยะ" เป่าข้อหาอั้งยี่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



‘ณัฐพงษ์’ ลุยยื่น ป.ป.ช.สอบเอาผิด 7 กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีฮั้ว สว. เมินหลักฐาน เอื้อประโยชน์นักการเมือง ‘พริษฐ์’ จับตาเข้มตั้ง ‘ปิยะ’ นั่งอธิบดีดีเอสไอ เป่าตกประเด็นอั่งยี่ ซ่องโจร หลังมีประวัติเป็นอนุชุด 36 ฟอกขาวทั้งแก๊งค์ฮั้วเลือกสภาสูง สวนทางข้อกฎหมาย หลักฐาน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 กันยายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว.ในวันที่ 25 กันยายนนี้

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาพรรคประชาชนเห็นว่า มติของกกต. เกี่ยวกับ คดีโกงเลือกสว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตราว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 172 พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยจะมีการยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ กลุ่มแรกคือมติของกกต. ที่ออกมา เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยง หรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนที่สอง เราเห็นว่าการดำเนินการของกกต. ที่ผ่านมาก่อนการลงมติเห็นว่ามีข้อพิรุธ ที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือกสว. ครั้งนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของมติกกต. ที่เกิดขึ้นนั้น มีการร่วมกันทำเป็นกระบวนการ โดยจะเห็นว่าการออกมาแถลงข่าวให้เหตุผลของกกต. ก็พยายามที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องนี้เราเห็นอยู่ว่ามีการดำเนินการเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างที่สอง กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่งขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของกกต.ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่งกกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่กกต. กลับละเลยวัตถุ พยานหลักกว่านี้ และสามกกต. อ้างคำการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดีเพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการลงมติของกกต. ก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้เราเห็นว่ากกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกงสว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพย และการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของปปช.ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช.ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนิน เป็นกระบวนการไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่สอบไปในทางทุจริตจริงๆ

เมื่อถามว่า ช่องทางการร้องนี้จะล้อไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยไหม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการแยกส่วนกัน จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหลายคนมองว่าตั้งมาเพื่อดูเรื่องคดีฮั้วสว. หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช.นั้น เราร้องกกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ประการแรก เราไม่ทราบว่ากกต. คนไหนลงมติอย่างไร เพราะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้องกกต.ทั้ง 7 คน ส่วน ใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง
นายพริษ ​กล่าวต่อว่า ส่วนประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป.กกต. 2559 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุคณะกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นต่อกรณีของร.ต.อ.ปิยะ ที่ครม.มีมติแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีดีเอสไออย่างเป็นทางการนั้น ต้องบอกว่าช่วงเวลานี้หลังกกต. มีมติแต่งตั้งผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว.ไปที่ศาล จำนวน 77 คน แม้จะน้อยกว่าจำนวนที่เราคิดว่าควรจะเป็น แต่สิ่งที่ที่จะดำเนินการตอบคือทางดีเอสไอต้องตรวจสอบในส่วนของตัวเองต่อไป ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการสืบสวน และให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน เมื่อปลายปีที่แล้วก่อนอัยการจะตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการทำผิดทำเป็นกระบวนการ จึงไม่ควรสั่งฟ้องแค่ 8 คน ควรสอบสวนเพิ่มเติม

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่ที่ผ่านมาดีเอสไอระบุว่าจะต้องรอมติกกต. ก่อนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งกกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ดังนั้นดีเอสไอจับมีส่วนสำคัญมาก ในการสอบสวนอย่างเข้มข้น อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อขยายผลนำตัวผู้กระทำความผิด มารับผิดชอบตามกฎหมาย

“ดังนั้น การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเมื่อในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่คิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของร.ต.อ.ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือกสว. ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว จริงๆ ยังเป็นความขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุสอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของกกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน

ถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาประจบคดีฮั้วส.ว. ในประเด็นฟอกเงินอั้งยี่ซ่องโจร นายพริษฐ์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลังกกต. มีมติแล้วดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของกกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญผู้แทนกกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว