เมืองไทย 360 องศา
ถือว่าได้จังหวะพอดีระหว่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ติดภารกิจต่างประเทศ ลากยาวไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน แต่ปล่อยให้มีการ แต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จากอธิบดีกรมคุมประพฤติ มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ คนใหม่ แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ที่จะถูกเด้งไปเข้ากรุเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทำเนียบรัฐบาล
หากย้อน “แบ็กกราวด์” ของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล คนนี้ถือว่ามีเส้นทางไม่ธรรมดา เรียกว่า “มาแรง” แซงทุกโค้ง ก็ว่าได้ เพราะได้รับความไว้วางใจมาดูแลคดีสำคัญ ทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่า เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล หากการเมืองไม่เปลี่ยนขั้วเสียก่อน
แม้ตามเส้นทางมีการกล่าวว่าเป็น “ลูกหม้อเก่า” ของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ “ดีเอสไอ” มาก่อน
โดยช่วงปี 2552-2553 เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 และ ขยับขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษของ DSI
ปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จากนั้น ปี 2565 เป็นรองอธิบดี DSI
ปี 2567 ย้ายไป เป็น รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ปี 2568 ได้ย้ายกลับมาเป็น อธิบดีกรมคุมประพฤติ
และในวันนี้ก็ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่ถือว่าเป็นหน่วยงาน “เกรดเอ” คุมคดีสำคัญ
อย่างไรก็ดี งานนี้หากพิจารณาก็ต้องพิจารณากันในแบบ “องค์รวม” มีความเชื่อมโยงกันมาแบบ “แพกเกจ” ขึ้นมากันเป็นแผง เพราะหากพูดถึงเส้นทางการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล แล้ว ก็ต้องข้ามไปพิจารณาถึงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงยุติธรรม” ที่เป็นผู้เสนอแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีกรมต่างๆในกระทรวง ก็ต้องมองไปที่ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร หรือ “ปลัดบอย” ที่ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติโอนย้ายจากเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม นั่นเอง
สำหรับรายนี้ ว่ากันว่านี่คือ “วงใน” ของ “สายสีน้ำเงิน” ของแท้ เพราะมีศักดิ์เป็น “ลูกพี่ลูกน้อง” ของอดีต “ภรรยา” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่นแหละ ซึ่งรายนี้ในวงการมองเห็นตรงกันว่า “มาแรง มาเร็ว” จริงๆ
วกกลับมาที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งเป็น “ตัวละครสำคัญ” ในวันนี้ หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี ดีเอสไอ คนใหม่ เพราะยังมี “แฟ้มลับคดีสำคัญ” ที่เชื่อมโยงกับคดี “ฮั้ว สว.” อย่าง “คดีอั้งยี่และฟอกเงิน” ที่ DSI ในยุค “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็น รมว.ยุติธรรม ได้ตั้งแท่นเอาไว้ก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาก่อนหน้านี้ ที่ทำให้เขา คือ ร.ต.อ.ปิยะ คนนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันนี้ หากพิจารณากันแบบเชื่อมโยงแล้วถือว่า มันช่าง “บังเอิญอย่างร้ายกาจ” กับการที่เขา เป็น “หนึ่งในเจ็ด” รายชื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ในสำนวน “คดีฮั้วสว.” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ โดยที่อนุกรรมการชุดนี้ มีมติยกคำร้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. และต่อมา กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง สส. กรรมการบริหารพรรค และรัฐมนตรี ของพรรคภูมิใจไทย ไปศาลฎีกาเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่า ในจำนวน 229 คนดังกล่าว มีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคนสำคัญในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด
อีกทั้งก่อนหน้านั้นไม่นาน ช่วงที่มีรายงานว่า ร.ต.อ.ปิยะจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่ ก็ปรากฏภาพที่ เขาไปยืนค้อมไหว้ นายอนุทิน อย่างใกล้ชิดมาแล้ว
ดังนั้น เมื่อปะติดปะต่อ และพิจารณาจาก “แบ็กกราวด์” เส้นทางที่มากันเป็น “แพกเกจ” เหมือนกับเป็นการวางแผนกันมาล่วงหน้า เพราะไล่เรียงกันมาตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร หรือ “ปลัดบอย” จนกระทั่งมาถึงร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่มีคดีสำคัญอย่างคดี “อั้งยี่” และ “ฟอกเงิน” ที่เชื่อมโยงกับคดี “ฮั้ว สว.” แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติส่งฟ้องแค่บางคน ไม่มีรายชื่อระดับ “บิ๊ก” ของพรรคภูมิใจไทย ติดโผแม้แต่รายเดียว แต่เพื่อประกันความชัวร์เอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ก็ต้องรีบ “ตัดเกม”เอาไว้ก่อน
อย่างไรก็ดี ภาพที่เห็นในตอนนนี้หากพิจารณาจากภาพย่อยลงมานิดหนึ่งภายในกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ นาทีนี้ถือว่า “สีน้ำเงิน” ได้กระชับอำนาจ สร้างหลักประกันเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทุกอย่างอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว!!


