กมธ.การเงินฯ สภา เตือนรัฐบาลคิดให้รอบคอบก่อนเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” คนละ 450 บาท ชี้นักท่องเที่ยวอาจหายมากกว่าคาด กระทบรายได้สูงถึงหมื่นล้าน ห่วงนำเงินเข้ากองทุนนอกงบประมาณ กลายเป็นจุดอับทางการคลังและตรวจสอบยาก
วันนี้ (22 กันยายน) นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะกรณีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”
นายอนุสรณ์กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า หากจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 450 บาท จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 66,000 คน และรายได้ท่องเที่ยวลดลงราว 3,000 ล้านบาท แต่ กมธ.เห็นว่าสมมติฐานดังกล่าวอาจมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะผลกระทบจริงอาจทำให้นักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าที่ประเมิน และสร้างความเสียหายต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยวถึง 5,000–10,000 ล้านบาท
กมธ.ยังกังวลเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพทางการคลัง เนื่องจากแผนเดิมกำหนดให้นำรายได้เข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยจัดสรรเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวร้อยละ 82.4 ประกันภัยนักท่องเที่ยวร้อยละ 11.31 และค่าบริหารจัดการร้อยละ 6.29
อย่างไรก็ตาม กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนนอกงบประมาณ อาจกลายเป็น “จุดอับทางการคลัง” ที่ตรวจสอบได้ยาก และทำให้สภาฯ ไม่สามารถกำกับดูแลผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณตามปกติ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการใช้จ่ายซ้ำซ้อนหรือเกิดการรั่วไหล
กมธ.จึงเสนอให้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่าและประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ หากรัฐบาลยังยืนยันจัดเก็บ ควรนำรายได้ทั้งหมดส่งเข้ากระทรวงการคลัง และบริหารผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ กมธ.ยังเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมเสวนาหัวข้อ “Data Center : อนาคตอุตสาหกรรมภาคการเงินการลงทุนของไทย ใครได้ใครเสีย” วันที่ 25 กันยายน 2569 ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบใน 4 มิติ ได้แก่ ความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ทางภาษี เสถียรภาพระบบการเงินและความเสี่ยงด้าน ESG ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และอธิปไตยทางข้อมูล ตลอดจนผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าและน้ำต่อค่าครองชีพและราคาพลังงานของประชาชน


