xs
xsm
sm
md
lg

ครม.ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส-บัตรคนจน ถึง 30 พ.ย. 69 ขยายครอบคลุม 47 ล.คน ยันไม่กระทบวินัยการคลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"เอกนิติ" เผย ครม. ไฟเขียวต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการ” ถึง 30 พ.ย. 69 วงเงิน 1000 บาท/คน ขยายสิทธิครอบคลุม 47 ล.คน ยัน ใช้งบเฉพาะพ.ร.ก.กู้เงินส่วนแรก ไม่กระทบวินัยการคลัง

วันนี้ (22ก.ย.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมโครงการว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการ ไปอีก 2 เดือนจนถึงวันที่ 30.พ.ย. 69 เนื่องจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง กลับมาปะทุอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องดูแลประชาชนจากวิกฤตหลายระลอก เราเคยเจอวิกฤตครั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและกำลังกลับมากระทบอีกครั้ง  โดยใช้วงเงินที่เหลือจากพ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท ที่มีเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการ จะใช้วงเงินงบประมาณประมาณ 43,000 ล้านบาท

สำหรับบัตรสวัสดิการ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569
จากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท โดยจะให้สิทธิ 14.5 ล้านคน เพื่อให้สามารถรองรับผู้ที่อยู่ระหว่างทบทวนสิทธิ์ได้เพียงพอแน่นอน และในส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะให้วงเงินอีก 1000 บาทเช่นเดียวกัน โดยจำนวนสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะขยายจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 26 ล้านคน ซึ่งพบว่า 1 ล้านคนในจำนวนนั้นมีสิทธิ์ไปใช้บัตรสวัสดิการได้ ฉะนั้นก็จะขยับจากไทยช่วยไทยพลัส ไปใช้บัตรสวัสดิการ ก็จะเหลือคนเดิมอยู่ 25 ล้านคน และจะเติมคนใหม่ที่อาจจะหลุดจากบัตรสวัสดิการเข้ามา เพิ่มอีกประมาณ 7.5 ล้านคน รวมเป็น 32.5 ล้านคน จึงสามารถดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบของวิกฤตพลังงานได้มากขึ้น รวมทั้งหมดประมาณ 47 ล้านคน พร้อมย้ำว่า การใช้งบประมาณดังกล่าว ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า วินัยการเงินการคลังเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญมากที่สุด โดยโครงการนี้จะใช้งบประมาณในส่วนของ 200,000 ล้านบาทแรกเท่านั้น จะไม่มีการโอนเงินในส่วนที่ 2 มาใช้ และย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะ เรามีเงินเหลืออยู่ 44,000 ล้านบาท แต่เพราะทราบดีว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางที่คิดว่าจะสงบแล้วกลับมารุนแรงอีกครั้งหนึ่ง พอดีกับโครงการนี้ จะจบลงในเดือนกันยายน กระทรวงการคลังจึงพิจารณาว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อดูแลประชาชนในช่วงที่สถานการณ์กลับมารุนแรง แต่เราก็ไม่ได้ละเลยในสิ่งที่ต้องยึดถือไว้ ก็คือวินัยการเงินการคลัง

นายลวรณ ระบุว่า การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการครั้งนี้ถือว่าครอบคลุมที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุด โดยมีการเอาฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ ส่งคนลงพื้นที่จริงทุกหมู่บ้าน เก๋บข้อมูลกลุ่มชายขอบ กลุ่มเปราะบาง ที่อาจจะตกหล่นมาจากระบบสวัสดิการเดิม ร่วมกับฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเชื่อมั่นว่าผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นผู้ที่เหมาะสมจริง ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการต่อก็สามารถไปใช้ไทยช่วยไทยพลัสได้

นอกจากประชาชนที่จะได้รับประโยชน์แล้ว ในส่วนของร้านอุปโภคบริโภคที่เข้าร่วมโครงการ ก็ได้รับประโยชน์ เป็นการกระจายเม็ดเงิน และทำให้ตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ กระจายตัวดีขึ้น ซึ่งจากระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามี GDP โตขึ้น 0.38% และอีกหนึ่งประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้รับคือการสร้างความคุ้นเคยในการใช้เทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยจัดการบริหารธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไทยช่วยไทยพลัสอยู่แล้วเช่นการทำบัญชีอย่างง่าย การจัดการสต๊อกสินค้า รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น 

นายเอกนิติ ได้กล่าวเสริมโดยเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการให้มาเข้าร่วมมากขึ้น เพราะรัฐบาลจะมีสินเชื่อนกกระซิบ เพื่อให้ร้านค้าต่างๆ สามารถขอสินเชื่อได้จากแอปพลิเคชันถุงเงินได้เลย หรือติดต่อที่ธนาคารของรัฐ เช่น ออมสิน ก็สามารถช่วยร้านค้าที่เคยต้องพึ่งพาเงินกู้หรือแหล่งทุนนอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง แต่โครงการสินเชื่อนกกระซิบจะใช้หลักฐานจากข้อมูลในแอปถุงเงินมาขอสินเชื่อได้เลย และยังมีเอไอช่วยสรุปยอดขายต่าง ๆ ให้ด้วย  โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน 

ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิ์ประมาณ 5 ล้านราย ครม.ได้เห็นชอบการปรับเกณฑ์ดังต่อไปนี้ กรณีนักเรียนนักศึกษา ไม่รวมถึงผู้ที่อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้หรือ สกร. // กรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ ผู้ถือหุ้นในกรรมการบริษัทต่าง ๆ จะไม่รวมวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจชุมชน // ในส่วนของผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์และตราสารหนี้ จะเป็นกรณีที่จะยกเว้นให้กับผู้ที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมี มูลค่าหุ้นหรือตราสารหนี้ไม่เกิน 5000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์พิจารณาแล้ว // การครอบครองรถยนต์และจักรยานยนต์ รถพ่วง รถใช้ในงานเกษตรที่อายุเกินกว่าที่กำหนด ก็จะได้รับการยกเว้น

นอกจากนี้ จะมีการขยายเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่ดข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสในระบบเป๋าตังค์สามารถเป็นร้านค้าที่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นการดูแลให้ร้านค้ามีโอกาสอยู่ในระบบและมีลูกค้าถาวรในส่วนนี้

ทั้งนี้การใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 – 21.00 น.

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569