xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลแจงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ผิดกฎหมาย UPOV 1991 ยังไร้ข้อสรุป - เดินหน้าปรับ พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รองโฆษกรัฐบาลแจงชัด กระแส “เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อผิดกฎหมาย” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ปัจจุบันเกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อและจำหน่ายผลผลิตได้ตามกฎหมาย ขณะที่การศึกษา UPOV 1991 ยังไม่ใช่การตัดสินใจรับข้อผูกพัน และการปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย พร้อมเปิดรับฟังทุกฝ่ายก่อนยกร่างและทำ RIA อย่างน้อย 30 วัน


ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และอนุสัญญา UPOV 1991 โดยเฉพาะข้อความที่มีการเผยแพร่ว่า “ต่อไปเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองจะผิดกฎหมาย” ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับสถานะข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายยังไม่ได้มีการแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง และการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา รับฟังความคิดเห็น และจัดทำรายละเอียดเท่านั้น

“ขอยืนยันว่า วันนี้เกษตรกรไม่ได้กลายเป็นผู้กระทำผิดเพียงเพราะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การปรับกฎหมายก็ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย จึงไม่ควรนำสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาไปสื่อสารเสมือนว่าเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการแยก “เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ปลูกต่อ” “ผลผลิตที่นำออกจำหน่าย” และ “การขยายเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อนำไปจำหน่าย” ออกจากกัน เพราะเป็นคนละกรณีทางกฎหมาย การจำหน่ายผลผลิต เช่น เมล็ดข้าวที่เก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายและจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ

แม้ภายใต้ UPOV 1991 สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์จะครอบคลุมกว้างขึ้น แต่ UPOV เองกำหนดช่องทางให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นเรื่อง Farm-saved seed เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในพื้นที่ของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนได้ ภายในขอบเขตที่เหมาะสมและโดยคำนึงถึงผลประโยชน์โดยชอบของนักปรับปรุงพันธุ์ รายละเอียดจึงขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ ไม่ใช่ข้อห้ามแบบเดียวกันทั้งหมด

“ดังนั้น การสรุปว่า UPOV 1991 เท่ากับห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อทั้งหมด จึงไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือประเทศไทยจะออกแบบข้อยกเว้นและเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และนี่คือหนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลต้องรับฟังเกษตรกรอย่างรอบด้าน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะเดียวกัน สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ครอบคลุมเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดโดยอัตโนมัติ การได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์ ขณะที่พันธุ์ดั้งเดิมและพันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรใช้กันอยู่ ไม่ได้กลายเป็นพันธุ์ที่มีเจ้าของสิทธิเพียงเพราะมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทั้งนี้ UPOV เองกำหนดว่าการคุ้มครองพันธุ์ใหม่ต้องผ่านเงื่อนไขเรื่องความใหม่และ DUS ได้แก่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวของพันธุ์

สำหรับข้อกังวลเรื่อง Essentially Derived Variety (EDV) หรือพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์ตั้งต้น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า UPOV 1991 มีหลักการ EDV จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพืชที่กลายพันธุ์หรือเกิดการผสมข้ามตามธรรมชาติทุกต้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท หรือทำให้เกษตรกรแปลงข้างเคียงเป็นผู้ละเมิดโดยอัตโนมัติ การพิจารณา EDV มีองค์ประกอบและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาเป็นกรณี

ในส่วนของ พันธุ์พืชพื้นเมืองและทรัพยากรพันธุกรรมของไทย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้มีเฉพาะการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ แต่ยังมีกลไกการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น การขึ้นทะเบียนชุมชน ตลอดจนการอนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดเรื่องการขึ้นทะเบียนชุมชนและการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นเป็นหนึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่จะปรับปรุงให้ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับ UPOV 1991 ว่า การนำ UPOV 1991 มาศึกษาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยตัดสินใจเข้าเป็นภาคีแล้ว และไม่ได้ทำให้ UPOV 1991 กลายเป็นกฎหมายไทยโดยอัตโนมัติ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลและจัดทำท่าทีของประเทศในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้การเจรจา FTA ไทย - EU

ส่วนข้อมูลที่มีการนำรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรปี 2563 มาอ้างถึงผลกระทบ 7 ประการนั้น รองโฆษกฯ กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นการศึกษาผลกระทบจากกรณีประเทศไทยจะเข้าร่วม CPTPP ซึ่งมีประเด็น UPOV 1991 เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการศึกษา จึงควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาและรับฟังข้อกังวลอย่างจริงจัง แต่ไม่ควรนำฉากทัศน์หรือความเสี่ยงจากการศึกษาดังกล่าวมาสรุปว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจะเกิดขึ้นทั้งหมดอย่างแน่นอนจากการปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ในครั้งนี้

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมจากกลุ่มเกษตรกร ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมประมาณ 200 คน เพื่อรับฟังทั้งมุมมองของเกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนนำข้อมูลมาประกอบการยกร่างกฎหมาย

สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมวิชาการเกษตรจะจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับเต็ม ซึ่งจะต้องระบุรายละเอียดสำคัญทั้งเงื่อนไข ระยะเวลา อายุการคุ้มครอง และเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบจากกฎหมาย (RIA) เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน แล้วจึงนำทั้งข้อสนับสนุน ข้อคัดค้าน และข้อเสนอแนะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามลำดับ

“รัฐบาลรับฟังความกังวลทุกด้าน แต่ขอให้สังคมแยกสิ่งที่เป็นกฎหมายในวันนี้ออกจากข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างศึกษา การบอกว่าเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้แล้ว หรือทำเช่นนั้นจะผิดกฎหมาย จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายอย่างรอบคอบ เปิดรับฟังทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัย พัฒนาพันธุ์พืช และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ หากภายหลังการรับฟังความคิดเห็นและการทำ RIA แล้ว ยังคงมีข้อห่วงใยหรือข้อกังวลในสาระสำคัญที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่นำเสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงกฎหมายจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ