"สว.เทวฤทธิ์" คาใจมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว. บุกกกต.ขอรายละเอียดชี้ไม่เคยถูกเรียกสอบ รับร่วมงานพบปะผู้สมัครที่ "จูปิเตอร์" ยันไร้จัดเลี้ยง แถมแตกต่างจากกลุ่มสีน้ำเงินที่ไม่มีเส้นเงิน
วันนี้ (21 ก.ย.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ขอความเป็นธรรมและทวงถามรายละเอียดข้อเท็จจริง กรณีพบรายชื่อของตนเองในลำดับที่ 361 รวมถึง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ปรากฏอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่เปิดเผยผลมติสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องมากถึง 427 คน โดยข้อหาที่ระบุคือถูกกล่าวหากระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) จัดเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยง รวมถึงสำนวนอื่นๆ แม้สุดท้าย กกต. จะมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องก็ตาม
นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่าว่า ต้องการทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาและเหตุการณ์ที่นำมาเชื่อมโยงคืออะไร เพราะตลอดกระบวนการสืบสวนของกกต.ตนไม่เคยได้รับการติดต่อ หมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาให้ไปชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียวถือว่าขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 43 ในเรื่องกระบวนการสืบสวนไต่สวน ที่ระบุชัดว่าต้องเปิดเผยข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปให้ผู้ถูกร้องทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แก้ต่าง
"ในอดีตเคยมาชี้แจงกับ กกต. เพียงครั้งเดียวคดีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติสื่อมวลชนอันเป็นเท็จ ครั้งนั้นก็นำหลักฐานมายืนยันจน กกต. ยกคำร้องไปเมื่อปีก่อน ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วในครั้งนี้ แม้ครั้งนี้มติ กกต. จะออกมาเป็นคุณคือยกคำร้อง แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปสอบสวนเลยถือว่ามีปัญหาความชอบธรรมอย่างมาก หากประธาน กกต. ไม่เปิดเผยว่ามีผู้ถูกร้องถึง 427 คน ก็คงไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อโดนไปด้วย ถือเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน"
เมื่อถามถึงภาพรวมการฮั้วเลือก สว. นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าระบบการเลือก สว. ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ต้องฮั้ว ซึ่งตนยอมรับในข้อเท็จจริงว่าโดยธรรมชาติของระบบบีบให้ผู้สมัครต้องมีการทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่รู้จักกันจะมาลงคะแนนให้ ขนาดอดีตนากยกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังตกรอบ
"การรวมตัวของฝั่งเราเป็นการรณรงค์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา มีอุดมการณ์ เป้าหมายร่วมกันคือการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เข้าไปปลดล็อก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่ร้อยเรียงคนที่มาเลือกด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถผูกมัดใครได้ เพราะไม่มีอามิสสินจ้าง และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โหวตตามที่คุยกัน สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความต่างระหว่างเรากับกลุ่มสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิงคือ 'เส้นเงิน' การรู้จักกันของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การข่มขู่ หรือการหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และเส้นเงิน"
กรณีมีการประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ก่อนวันเลือกสว.ระดับประเทศ นายเทวฤทธิ์ ยอมรับว่า เดินทางไปร่วมงานจริง และได้รับสายรัดข้อมือ ซึ่งจำสีชัดเจนไม่ได้ น่าจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียว โดยผู้จัดงานแบ่งสายรัดข้อมือออกเป็น 3 แบบ เพื่อแยกกลุ่มผู้สมัครที่ยังอยู่ในรอบระดับประเทศ กับผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว เพื่อให้ผู้ตกรอบมาพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการผลักดันคนมีศักยภาพเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ และที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟังรวมถึงให้ผู้เข้าประชุมต้องฝากโทรศัพท์ก็เนื่องจากขณะนั้น กกต. ออกระเบียบข้อ 11 ห้ามผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อหรือโซเชียลมิเดีย ผู้จัดงานจึงต้องระวังไม่ให้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกภาพจนถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนในภายหลัง ยืนยันว่าในงานไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือแม้แต่น้ำดื่ม ทุกคนต้องซื้อกินเองทั้งหมด และทราบว่าผู้จัดได้ทำหนังสือเชิญ กกต. มาร่วมสังเกตการณ์อย่างโปร่งใสแล้ว
นายเทวฤทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเอง ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบของ กกต. ตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่คิดหนีไปไหน ส่วนที่ถูกถามประชดเรื่องสัดส่วนสีส้ม-สีน้ำเงิน ตนมองว่ากลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลาย ไม่ได้โหวตไปทางเดียวกันทั้งหมด
นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังได้ตอบโต้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยระบุว่าเพราะศาลปกครองสั่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว. จนทำให้ กกต.ควบคุมการฮั้วได้ยาก โดยมองว่า ศาลปกครองเพิกถอนเฉพาะข้อจำกัดเรื่องเอกสารแนะนำตัว แต่ไม่ได้อนุญาตให้นำโพยสั่งการเข้าไปในคูหา การที่ กกต. มาโยนความผิดให้ตนซึ่งเป็นผู้ฟ้องศาลปกครองจนกลายเป็นแพะนั้น ถือเป็นการโทษผิดฝาผิดตัว เพราะ กกต. มีอำนาจออกระเบียบมาควบคุมความเรียบร้อยได้เองแต่กลับไม่ทำ


