xs
xsm
sm
md
lg

ทีมนโยบายต่างประเทศ ปชน.ชี้ หากรัฐบาลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ได้สูงกว่า 12.5% ถือว่าสอบตก จี้แก้แรงงานภาคบังคับ-สินค้าสวมรอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พิศาล” บี้รัฐบาล หากเจรจาภาษีต่างตอบแทนเกิน 12.5% ถือว่าสอบตก แนะนายกฯ เสนอแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ-สินค้าสวมรอยผ่านไทย พร้อมใช้จุดเด่นความเสมอภาคทางเพศ-สถาปัตยกรรมเก่า ดึงความสนใจ สร้างคอนเนกชัน รมต.คลังสหรัฐฯ

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา ว่า หากประเทศไทยจบดีลกับสหรัฐฯแล้ว ต้องเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออก มากกว่า 12.5% จะถือว่ารัฐบาลสอบตก จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้า สอบสวนไทยใน 2 ประเด็น คือ การใช้แรงงานบังคับ กับกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งจากที่ตนติดตามข่าวทราบว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ต้องการเคลียร์รายละเอียดให้จบเพื่อปูทางให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สามารถปิดดีลกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมที่นครนิวยอร์กช่วงสัปดาห์นี้ได้

นายพิศาล ตั้งข้อสังเกตว่า หากปิดดีลที่ 19% ตามข่าวจริง ก็ต้องถามรัฐบาลว่าจะเป็นดีลที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ไทยได้อย่างไร เพราะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่ถูกเก็บไม่เกิน 12.5% เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย 10% หรือ เวียดนาม  สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ 12.5% และมองว่า การพูดคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบชัดเจน เพราะเราเล่นตามเกมที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ถนัด และเป็นผู้กำหนด อีกทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ก็ไม่สนใจมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นไพ่ใบสำคัญในการเจรจาต่อรองของเรา

หากรัฐบาลปล่อยให้ไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% จะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่เราส่งไปทั่วโลก กระทบต่อการจ้างงานในประเทศ 400,000 กว่าตำแหน่ง ทั้งในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ดังนั้น ครม.เงา จึงมีข้อเสนอ 3 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี หากมีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ในสัปดาห์นี้

ข้อแรก นายกรัฐมนตรี ควรบอกประธานาธิบดีอย่างตรงไปตรงมา ว่า ไทยมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในด้านการค้าต่างประเทศอย่างไร และไทยจะขอปรับโครงสร้างการค้า โดยจะตรวจสอบรายการสินค้า บังคับการใช้กฎหมายกับธุรกิจเทา โรงงานเทา สินค้าสวมสิทธิ์ ที่มุ่งส่งผ่านประเทศไทยต่อไปที่สหรัฐฯ จนทำให้ไทยเดือดร้อนจากภาษีตอบโต้ และคนไทยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น รวมถึงไทยจะจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อให้สินค้าไทยที่ไปสหรัฐฯปราศจากแรงงานบังคับ

ข้อสอง นายกฯ ควรบอกประธานาธิบดี ทรัมป์ ว่า เราจะสนับสนุนการลงทุนของไทยที่สร้างงานในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขอให้ประธานาธิบดี ทรัมป์ สนับสนุนบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ให้ย้ายถิ่นฐานการลงทุนจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนมาที่ไทย เพราะไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่ยุทธศาสตร์แปซิฟิกของสหรัฐฯพึ่งพามาโดยตลอด

ข้อสุดท้าย นายกฯ ต้องโน้มน้าวหาวิธีให้ประธานาธิบดี ทรัมป์ แวะมาเยือนไทยในโอกาสที่มาเยือนภูมิภาคนี้ เช่น การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่ เซินเจิ้น ประเทศจีน ช่วง 18-19 พ.ย.นี้ หรือในปีต่อไป รัฐบาลต้องรู้จักใช้คนหรือสร้างไพ่ รู้จักดึงดูดสิ่งที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ อยากได้ อยากมี อยากเป็น และสามารถล็อบบี้คนที่เข้าถึงทรัมป์ เพื่อโยงผลประโยชน์ไทย-สหรัฐฯ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ นายพิศาล มองว่า ไม่น่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของนางศุภจี หรือข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าจะเคยเข้าพบผู้ที่เป็นเพื่อนของประธานาธิบดี ทรัมป์ อย่าง รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ มาแล้วก็ตาม แต่หากไม่รู้ว่าประเทศไทยมีไพ่อะไร หรือควรใช้ไพ่อะไรในการพูดกับใคร การล็อบบี้ก็จะขาดพลัง นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่เคยปรากฏว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ มีบทบาทใดในเรื่องการทูตภูมิรัฐศาสตร์เชิงการค้ากับสหรัฐฯ เลย

นายพิศาล กล่าวต่อไปว่า ครม.เงา จึงเสนอแนะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีหนังสือเชิญถึง นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลัง กับสามี ให้เป็นแขกพิเศษของนายกฯ ในโอกาสที่จะมาประชุมประจำปีของธนาคารโลกกับ IMF ที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า เนื่องจากประเทศไทยมีจุดเด่นในความเสมอภาคทางเพศ จึงควรจัดกำหนดการที่เขาและสามีสนใจในเรื่องการบูรณะรักษาตกแต่งบ้านเก่า คฤหาสน์เก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยมีหลายแห่ง หากได้รับเชิญก็ควรสั่งทูตของเราที่กรุงวอชิงตันกลับมาประกบเพื่อใช้ประโยชน์ด้านคอนเนกชันในอีก 2 ปีข้างหน้าต่อไป เพราะนอกจาก รมว.คลังของสหรัฐฯ คนนี้จะได้รับการรับฟังจากทรัมป์แล้ว ยังรับผิดชอบในมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่สหรัฐฯ กำลังเล่นงานรัสเซียกับอิหร่านอยู่ ซึ่งไทยอาจได้รับผลกระทบในอนาคต สรุปคือหากรัฐบาลเดินไม่เป็น สอบตกในเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง ในตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย การทูตไทยก็จะยังคงไม่มีพลังต่อไป