xs
xsm
sm
md
lg

“ครม.เงา” จี้รัฐบาลแปรงบกลางโปะ กยศ.แก้ขาดสภาพคล่อง “ไอซ์” ลั่นเติมเงิน 7,000 ล้าน เพื่ออนาคตของชาติดีกว่าละลายไปกับอย่างอื่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ครม.เงา” เรียกร้องรัฐบาล แปรงบกลางโปะงบ กยศ.แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องเงินไม่พอ ทำเด็กปี 69 อาจหลุดจากระบบ ด้าน “รักชนก” ลั่น ละลายเงินไปกับอย่างอื่นได้ แต่ขอ 7,000 ล้าน เติมเงินเข้ามาต่อลมหายใจอนาคตของชาติด้วย ขณะ “ธีรศักดิ์” ซัดอย่าทำปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง เสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนควรทำทันที

วันนี้ (21 ก.ย.) ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน นำแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงปัญหากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเสียงสะท้อนแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. เรื่องเงิน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ เพราะงบประมาณของประเทศมีจำกัด แต่งบประมาณก็เป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญ และตั้งคำถามไปถึงรัฐบาลว่า ตกลงแล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา ที่เป็นอนาคตของลูกหลานมากน้อยแค่ไหน 2. เรื่องกฎ ที่มีการปรับหลักเกณฑ์จนทำให้เด็กและผู้ปกครองปรับตัวไม่ทันส่งผลให้หลายคน มีความเสี่ยงที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา และ 3. เรื่องใจ ที่กระทบกับผู้ปกครองและตัวเด็กเอง เพราะตอนนี้สภาพสังคมเศรษฐกิจมีการกดดันกันค่อนข้างเยอะและ ยังต้องมาเจอปัญหาเรื่อง กยศ.อีก

จากนั้น นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ตนเองเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่กู้ กยศ.แต่ไม่ได้รับจัดสรรโควตาในปีนี้ ปัญหาของ กยศ.ในปีนี้ คือ นักศึกษาที่กู้ไม่ได้หลายหมื่นคนกำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา เกิดจากสภาวะที่ว่าคนใหม่เข้าไม่ได้คนเก่าก็กำลังจะโดนเตะออกอีกเยอะมาก ซึ่งเข้าใจถึงปัญหางบประมาณของรัฐบาลและปัญหาการติดตามทวงหนี้ของ กยศ. แต่เหล่านี้ก็ไม่ควรจะมาเป็นปัญหาที่นักศึกษาจะต้องมาแบกรับ ซึ่งตนเองได้จัดทำแบบสำรวจ รับข้อมูลจากผู้เดือดร้อนจากปัญหา กยศ. พบว่า 1 อาทิตย์ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานี้ 1,600 กว่าคน 45% บอกว่า หากไม่ได้รับการจัดสรรโควตาในปีนี้จะต้องลาออก ซิ่ว หรือดรอปเรียนไปปีหน้า จึงอยากฝากว่าปัญหาปีนี้ไม่ใช่เรื่องของการทวงหนี้รายเก่า การไม่จ่ายหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้เป็นปัญหาจริงซึ่งก็ต้องมาแก้แบบควบคู่กับไป แต่ในปีการศึกษา 2569 ภาคเรียนที่ 1 นักศึกษากำลังจะหลุดจากระบบการศึกษาเพราะไม่ได้รับจัดสรรโควต้า เพราะกองทุนไม่มีเงินรัฐบาลต้องเอาเงินมาโปะนี่คือข้อเรียกร้องหลักของเรา

“ปีนี้ต้องช่วยนักศึกษาไม่ให้หลุดจากระบบก่อนเพราะเข้าระบบมาแล้วไม่ใช่กำลังรอเข้า มีการกู้หนี้ยืมสินมา เพื่อที่จะมาโปะค่าเทอม จ่ายค่าหอจ่ายค่าเรียนค่ากินแต่วันนี้เขาไม่มีความหวังเลย” นายพลาธิป กล่าว


ด้าน นางพัฒมณี ปรัชญาสิทธิ์กุล ตัวแทนผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ตนเองมีลูก 3 คน ทั้ง 3 คน กู้ กยศ.ตั้งแต่ต้น เดิมเกณฑ์ของ กยศ.อาจารย์แนะแนวจะแนะนำว่าให้เริ่มกู้ตั้งแต่ ม.ปลาย เมื่อเข้ามหาลัยจะได้กู้ต่อเนื่อง ซึ่งลูกคนที่ 1 และ 2 ได้รับการกู้ กยศ.ต่อเนื่องมาตลอด แต่ลูกคนที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ ม.ปลาย กำลังเข้ามหาลัย กำลังประสบปัญหา เพราะ กยศ.เปลี่ยนหลักเกณฑ์ จากผู้กู้รายเก่าโดนตัดเป็นผู้กู้รายใหม่ทันที ค่าใช้จ่ายค่าเทอม ค่าหอ ค่ากิน หวังว่า กยศ.จะมาช่วย แต่ผลสุดท้าย ลูกอยู่ในลำดับตัวสำรอง ถ้ามีโควตาเพิ่ม มีเงินเพิ่มถึงจะได้ จึงอยากฝากถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะมีการประชุม วันที่ 12 ตุลาคม ที่เกี่ยวกับการนำเสนอวิสัยทัศน์และการพัฒนาที่เน้นทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญ เพราะฉะนั้นขอให้ย้อนกลับไปดูตอนนี้กำลังทิ้งทรัพยากรมนุษย์ที่กำลังจะเป็นหัวใจสำคัญ เป็นหมื่นเป็นแสนลายที่อาจจะถูกหลุดจากระบบ

ขณะที่ นายดนัยนันท์ เครือศึก เลขาธิการสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหา สภาเด็กและเยาวชน ก็ได้มีการประสานกับหน่วยงานกลาง มากกว่า 20 หน่วยงาน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ และได้รับเสียงสะท้อนจากสถาบันการศึกษามา ว่า เข้าใจปัญหาของ กยศ แต่เมื่อ กยศ.ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินให้เด็กได้เรียนต่อ ทางมหาลัยก็ต้องดิ้นรนหาทางออกให้ เพราะมองว่าเด็กและเยาวชนคนหนึ่ง การที่จะได้เป็นอนาคตของชาติเป็นเรื่องที่สำคัญเด็กทุกคนควรได้รับการเรียน แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เด็กคนอื่นที่ไม่มีเงินไปเรียน ก็เกิดปัญหาสุขภาพจิต ท้อ หรือบางคนไม่รู้ว่าชีวิตต้องทำอะไรต่อ ซึ่งปัญหานี้กระทบทั้งตัวเด็กและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงอยากสะท้อนว่าถ้าการศึกษาดีทุกอย่างจะดี เศรษฐกิจจะดี ประเทศจะดี เด็กคนนึงจะมีอนาคต จึงอยากเรียกร้องให้มีการศึกษาที่ดีกว่านี้

นอกจากนี้ ในส่วนของ สส.พรรคประชาชน ได้มีการให้ข้อคิดเห็น โดย นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า กยศ.ขาดสภาพคล่องขาดเงิน และจะขาดทั้งในปี 69 และปี 70 เพราะปีหน้าตั้งเอาไว้ไม่พอ แต่เรื่องหนึ่งที่ทำให้ กยศ.ขาดสภาพคล่อง คือ ผู้กู้รายเก่าไม่ได้จ่ายเงิน คืนกลับมาในกองทุน ซึ่งผู้กู้เดิมไม่ใช่คนที่ฐานะดีตั้งแต่แรกอยู่แล้วจึงเข้าใจได้ในสภาพสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้น รัฐบาลควรจะคาดการณ์ตัวเลขเหล่านี้เอาไว้ได้ แต่ขอย้ำว่า กยศ.ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้อยู่ได้ด้วยตัวเองเบ็ดเสร็จตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มี 2 ปัจจัยหลักที่ไม่สามารถทำให้กยศอยู่ได้ด้วยตัวเอง คือ 1. การแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับที่ 2 ปี 2566 ที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยปรับลดลง ทำให้รายได้ของกองทุนลดลง และกองทุนต้องเสียเงินบางส่วน คืนในส่วนที่เคยเก็บมาด้วย การปรับลดดอกเบี้ยทำให้วินัยของผู้กู้หลายรายลดลง 2. การลดลงของงบประมาณที่สมทบให้กับกองทุน กยศ. ขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ 69 แต่เป็นช่วงต้นเทอมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ดังนั้น หลาย มหาวิทยาลัยมีการขู่นักศึกษา แล้วว่า หาก กยศ.ไม่จ่ายเงินให้กลับมหาวิทยาลัยจะไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบ

“ดิฉันไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีทั้งหลายจะเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ไหม ไม่แน่ใจว่าท่านเติบโตมาในสภาพสังคมแบบไหน จะพอเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไหม แต่ดิฉันเข้าใจทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เข้าใจน้องๆ ในกองทุน กยศ.เพราะตัวดิฉันเองก็เป็นคนที่เคยกู้ยืมจากกองทุนนี้ เพราะเรามีปัญหายากจน สถานะการเงินที่ไม่ได้พอที่จะได้เรียนเหมือนกัน ดังนั้น จึงเข้าใจคนที่ต้องพึ่งพิงกองทุนนี้จริงๆ” นาวสาวรักชนก กล่าว

นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า เพราะความล่าช้า และงบประมาณที่ไม่เพียงพอเลยทำให้คนต้องมาประสบปัญหาตรงนี้ แล้วเมื่อปี 69 เห็นแล้วว่าเป็นปัญหาแต่ในปีหน้า 70 รัฐบาลก็ยังขาดเงินอีกประมาณ 7,000 ล้านบาท จึงตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าปีนี้ก็เห็นอยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้างทำไมถึงไม่ป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ขาดอีก 7,000 ล้านบาท ก็ควรที่จะพยายามที่ทำให้ช่องว่างเหล่านี้แคบลง เพราะตัวเลข 7,000 ล้านบาท คือ ชีวิตของผู้ปกครอง คือ หัวใจของเด็กๆ ที่จะไม่ได้กู้ และการไม่ได้กู้ คือ การหลุดออกจากระบบการศึกษา โอกาสในการทำมาหากินก็ลดลง ดังนั้น รัฐบาลควรใส่เงินเข้ามาให้ครบ การที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วต้องใช้งบประมาณในการตามเด็กกลับมา อาจจะมากกว่าสิ่งที่โป๊ะให้ในตอนนี้ด้วยซ้ำ

และขอตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ กองทุน กยศ.อาจจะเหมือนเรื่องของกระทรวงการศึกษาหรืออว.มากกว่า แต่ไม่ใช่เพราะเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังแต่ตั้งแต่กยศมีปัญหามา และตั้งแต่นายเอกนิติเข้ารับ ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ท่านไม่เคยพูดถึงกองทุน กยศ.เลย และที่สำคัญ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ งบประมาณปี 70 ตัดงบออกมาได้ 11,600 กว่าล้าน ไม่แปรงบให้ กยศ.เลยสักบาททั้งๆ ที่สัดส่วนของพรรคประชาชนและฝ่ายค้าน เสนอไปแล้วว่าควรจะนำมาโปะงบ กยศ. จะแปรมาให้ 2,000-3,000-4,000 ก็ได้แต่ไม่แปรมาเลยสักบาท และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ดูแลสำนักงบประมาณยังบอกอีกว่า กยศ.ต้องบริหารจัดการตัวเอง ถ้า กยศ.บริหารจัดการตัวเองได้ไม่ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มาบริหารจัดการกำกับดูแลแล้ว” นางสาวรักชนก กล่าว


นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า กยศ.เป็นหน่วยงานของรัฐจึงต้องการฝ่ายการเมืองฝ่ายที่ออกนโยบายมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ดังนั้น จึงเรียกร้องว่า รัฐบาลสามารถที่จะละลายเงินไปกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ได้ แต่เงินในกองทุนนี้เงินก้อนนี้จะต่อลมหายใจให้กับเด็กๆต่อชีวิตให้กับเด็กๆ ทำให้เด็กๆ สามารถที่จะอยู่ต่อในระบบการศึกษาต่อไปได้และมันคืออนาคตของประเทศนี้ ขอเรียกร้องให้จริงจังในการจัดการแก้ไขปัญหาให้มากกว่านี้เติมเงินเข้ามา

ด้าน นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.พรรคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมถึงข้อเสนอระยะสั้น ว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลทำเหมือนปากว่าตาขยิบพูดอย่างทำอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายแทนนายกรัฐมนตรี และพูดว่าเห็นความสำคัญกับการอัปสกิล รีสกิล ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่พอถึงเวลาจะทำไม่ออกมาพูดไม่ออกมาแสดงอะไรถึงเรื่องนี้เลยปล่อยให้ ผู้ปกครองและนักศึกษาเผชิญปัญหาตรงนี้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่บอกว่าต้องแก้ปัญหาหนี้เสีย ให้ได้กยศ.จึงจะมีเงินมาให้กับผู้กู้รายใหม่ ตนมองว่านี่ไม่ใช่วิธีการ แก้ปัญหาของรัฐบาลตอบแบบนี้ใครก็ตอบได้ ต้องแก้หนี้เสียไปพร้อมๆ กับการหางบประมาณ หรือวิธีการแก้ปัญหามาช่วยเด็กกลุ่มใหม่ด้วยเพราะต้องอยู่ในระบบการศึกษา มหาวิทยาลัยก็ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่น้อย ดังนั้นจึงขอเรียกร้อง 1. รัฐบาลจัดสรรงบกลางมาเพิ่มโอกาสการกู้ยืมให้กับนิสิตนักศึกษาภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ตัดเด็กออกจากความเป็นนักศึกษา 2. รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องออกมาแถลงคู่กับปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะไม่มีเด็กคนไหนต้องหลุดจากระบบการศึกษา ตามที่ให้สัญญากับทางสภาไว้ ทำให้ได้อย่างที่พูด 3. เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เร่งรัดเปิดโต๊ะเจรจากับมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน ทุกแห่ง ให้ชะลอการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนและหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการหางานเสริมให้กับนิสิตนักศึกษาหรือหาแหล่งทุนการศึกษา

“ปัจจุบันนี้เด็กม 6 เริ่มที่จะจบเทอม 1 แล้ว และจะเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัยแล้ว อย่างน้อยที่สุดกยศ.ต้องส่งสัญญาณไปยังโรงเรียนต่างๆเพื่อแจ้งสถานการณ์ว่าในปีหน้าถ้าต้องกู้ กยศ.เด็กๆ ต้องเตรียมตัวยังไงต้องทำตัวยังไงต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้บนซ้ำทุกรอบ ปัญหานี้ก็จะไม่จบซะที” นายธีรศักดิ์ กล่าว