เสียอาการไปไม่น้อยเหมือนกันกับ “สองกรณี” ที่เป็นทั้งคน “ใกล้ตัว” และคนรู้จักกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” ที่กำลังถูกตรวจสอบจากคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯสองคณะ และต่อมาได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เสนอให้มีการตรวจสอบรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลรวม 28 รายชื่อ ซึ่งมีชื่อของ นายวรภัค รวมอยู่ด้วย เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายที่อาจถูกมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Act หรือไม่ จากข้อสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ และการฟอกเงินในภูมิภาคอาเซียน
กรณีของนายวรภัค แม้ว่านาทีนี้ยังไม่มีบทสรุป ยังไม่มีความผิด ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบ และเจ้าตัวก็ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง และต้องทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกลับถือว่าน่าสนใจกว่า เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการย้อนอดีตให้จำกันว่าเมื่อครั้งมีการเปิดตัว นายวรภัค ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงรัฐบาล “อนุทิน 1”
นายอนุทิน พยายามย้ำให้เห็นว่า รู้จักและติดตามมานานหลายปี ราว 30 ปี ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธความสามารถของนายวรภัค เพียงแต่ว่าพอเกิดเหตุจากการถูกตรวจสอบจากฝ่ายสหรัฐฯ แบบนี้ ท่าทีของนายอนุทิน กลับออกมาในลักษณะที่เรียกว่า “รีบชิ่ง” บอกว่า “ไม่ใช่รัฐบาลนี้” ความหมายที่ต้องการสื่อออกไปก็คือ ประมาณว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้
และอีกกรณีหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ถูกตั้งข้อสงสัยนั่นคือ มีการกล่าวหาเชื่อมโยงข้อมูลการทุจริตการสอบท้องถิ่นไปถึง นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอนุทิน นั่งไม่ติด ต้องทำหนังสือสอบถามไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่ามีข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างไร
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือตอบกลับหลังถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยยังไม่มีการเปิดเผย บอกว่ารอให้ถึงเวลา เพราะส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ถามข้อมูลไป
นายอนุทิน กล่าวว่าก่อนหน้านี้ นายทองเจือ ทำรายงานว่าสิ่งที่มีคนกล่าวหาเขา คืออะไร และเขาได้ทำอย่างไร เมื่อนายทองเจือทำรายงานมาแล้ว ตนได้ให้ทีมงานตรวจสอบว่ามีข้อกฎหมายอะไรที่ผิดหรือไม่ ทีมงานยืนยันว่า ไม่มีอะไรผิด ตนก็ได้บอกว่า อย่างนั้นต้องขอตรวจสอบประวัติ ทั้งจากตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )
“หลังจากนี้ผมจะทำเรื่องส่งไปทั้งหมด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าพบอะไรที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ซึ่งไม่ใช่ นายทองเจือเพียงคนเดียว หากมีการกล่าวหาถึงใคร ซึ่งที่ผ่านมาก็มีมาบ้าง ถ้ามีการเกี่ยวพันกับระบบงานของผม ก็จะสอบถามให้เกิดความแน่ใจ โดยเป็นการขอแบบมีลายลักษณ์อักษร และเมื่อเป็นลายลักษณ์อักษร คนที่ลงนามมาก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นผมพยายามที่จะแสดงความโปร่งใส ความชัดเจน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เมื่อถามว่า ต้องดำเนินการให้เกิดความรวดเร็วหรือไม่ เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ถามไปใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้รับคำตอบ ส่วนคำตอบนั้นหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถาม ตนก็จะพิจารณา แต่อาจจะส่งเป็นคำตอบของตนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สรุป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแนวทางปิดชื่อถือพฤติกรรมยังมีอยู่ ขอให้พี่น้องประชาชนคลายกังวลว่าตนจะไปปกป้องคุ้มครองใครในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมี นั่นคือ ทำให้ตนเองอายุสั้น ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด
เอาเป็นว่ากรณีของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ นายกรัฐมนตรี ทำหนังสือสอบถามไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องข้อมูลการเชื่อมโยงกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น ล่าสุดได้รับหนังสือตอบกลับมาแล้ว เพียงแต่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ยังไม่ถึงเวลาจะเปิดเผย แต่เบื้องต้นรับแล้ว ประมาณว่า “ไม่ได้เกี่ยวข้อง” และจากนี้ จะทำหนังสือไปยัง ป.ป.ช.,ปปง. และ ปปท.ให้ตรวจสอบด้วย โดยให้รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย เพื่อแสดงความโปร่งใส
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากอาการเท่าที่เห็นแบบมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็คือ อาการ “ชิ่งหนี” หรือไม่ก็แสดงลักษณะในแบบ “ลอยตัว” ทำให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่า ในทางการเมืองสามารถเข้าใจได้ไม่ยากว่า นี่คือ “ของร้อน” ที่ทำให้ตัวเองเสียหาย เสี่ยงต่อการสูญเสียความศรัทธา โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาจาก “คนใกล้ตัว” หรือคนที่ตัวเองชักนำเข้ามา หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ดังนั้น แม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งสองกรณี ต้องเน้นย้ำกันว่า ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ยังไม่สรุปว่ามีความผิด แต่ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาอาการของ นายกรัฐมนตรีกลับมองเห็นชัดว่า นี่คือ การ “ชิ่งหนี” ของร้อน ก่อนที่จะลามมาถึงตัว !!


