ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบทสัมภาษณ์หนึ่งในรายการ “ตอบโจทย์” ทางสถานีโทรทัศน์ ไทย พีบีเอส ที่ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรี“ลูกเทพ” พรรคภูมิใจไทย เป็นแขกรับเชิญไปตอบคำถามเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว.
น่าสนใจตอนที่พิธีกรถามถึง ชื่อ “รัตนา บ่อถ้ำ” ซึ่งเป็นชื่อที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในคดีนี้
เพราะข้อมูลที่ปรากฏ คือ“รัตนา บ่อถ้ำ”หรือ“น้อย” เจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย มีการติดต่อทางโทรศัพท์ ถึงผู้สมัคร และสว. หลายสาย หลายคน
พิธีกรยิงคำถามตรงไปตรงมาว่า...ถ้า“รัตนา”เป็นบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แล้วการโทรศัพท์ไปหาคนเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์อะไร?
แต่แทนที่“ภราดร”จะตอบลงไปในรายละเอียด กลับแสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความลำบากใจ ก่อนย้อนถามกลับว่า...
แล้วทำไมไม่ไปดูบ้างว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โทรหาสว. คนไหนบ้าง?
นี่เป็นการแถแบบเอาสีข้างเข้าถู ชัดๆ!
บ่ายเบี่ยง ไม่ตอบคำถามว่า...รัตนาโทรหาสว.หลายคน ทำไม? …แต่บอกว่า“ธนาธร ก็โทร”
ความจริงแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้ สามารถตรวจสอบพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องหนึ่ง มาหักล้างอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมันหักล้างกันไม่ได้
มิหนำซ้ำมันยังเหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า “ถ้ากูชั่ว มึงก็เลว” อะไรประมาณนั้น!!
ในรายการ “ภราดร” ก็ยอมรับเองว่า “รัตนา บัวถ้ำ” มีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยจริง เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. ที่เป็นกรรมการบริหารของพรรคจริง
ฉะนั้น ตอนนี้ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “รัตนาเป็นคนของพรรคหรือเปล่า?” เพราะได้รับการยืนยันแล้ว
คำถามที่สำคัญของเรื่องนี้ จึงอยู่ที่ว่า...“รัตนา”เข้าไปทำอะไร ติดต่อใคร ติดต่อเรื่องอะไร และการติดต่อเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกสว. หรือไม่!?
นี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบด้วยหลักฐาน เป็นสิ่งที่ “ภราดร” ควรตอบให้เคลียร์ หากจะบอกว่าคนของพรรคไม่มีส่วยเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.
มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน คือเรื่อง “ชั้น 4”
มีข้อกล่าวหาว่า บริเวณชั้น 4 ของที่ทำการพรรค ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของ “รัตนา” มีการพบปะกับกลุ่มผู้สมัครสว. และมีการกล่าวถึงเรื่องการรับเงินสำหรับไปดำเนินการเรื่องฮั้วสว. รวมถึงการให้เซ็นใบลาออกเอาไว้ล่วงหน้า
เมื่อถูกถามว่ามีการกล่าวหาอย่างนี้ สิ่งที่ “ภราดร” ควรตอบและควรทำ คือ การเอาหลักฐานมาตรวจสอบ
ว่าช่วงนั้น มีใครเข้าออกชั้น 4 บ้าง มีกล้องวงจรปิดหรือไม่ มีหลักฐานการติดต่อหรือไม่ มีเอกสาร หรือการโอนเงินหรือไม่
มีพยานคนอื่นยืนยันหรือไม่?
นี่ต่างหากที่จะตอบได้ว่า เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหานั้น เกิดขึ้นจริงหรือไม่
เมื่อพิธีกรถามถึงคำให้การของ “เอกราช ช่างเหลา” พยานที่เคยออกมาให้ข้อมูลเรื่องเหล่านี้ “ภราดร” ก็หัวเราะแก้เก้อ ก่อนจะบอกว่า “เอกราช” กลับคำให้การแล้ว เหตุที่เคยให้การไปนั้น เป็นเพราะถูกข่มขู่ แล้วก็ตัดจบ
ถ้าจะบอกว่าคำให้การครั้งแรกเกิดจากการถูกข่มขู่ “ภราดร” ก็ควรจะตอบโจทย์นี้ ให้เคลียร์ว่า...
ใครข่มขู่ ข่มขู่อย่างไร มีหลักฐานอะไรยืนยัน แล้วเหตุใดจึงเชื่อคำให้การครั้งหลังมากกว่าครั้งแรก ?
เรื่องนี้ไม่ควรจบง่ายๆแค่คำว่า “พยานกลับคำแล้ว”
การไป “ตอบโจทย์?” ของ “ภราดร”ในครั้งนี้ ทั้งเรื่องการโทรศัพท์ของรัตนา เรื่องที่ชั้น 4 รวมทั้งเรื่องคำให้การของ “เอกราช ช่างเหลา” นอกจากตอบไม่เคลียร์แล้ว ยังมีคำถามใหม่ตามมาอีกเยอะแยะ
ส่วนเรื่อง“ธนาธร” จะโทรหาใคร ก็ตรวจสอบกันไป
และถ้าจะตรวจสอบเรื่องหนึ่ง ก็ไม่ควรใช้เรื่องอีกเรื่องหนึ่งมาทำให้คำถามแรกหายไป
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่การเถียงกันว่า“ฝ่ายไหนโทรหาใครมากกว่ากัน”
แต่ต้องการคำตอบว่า ใครติดต่อใคร ติดต่อเรื่องอะไร ทำกันที่ไหน มีเงินหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่
และมีหลักฐานอะไรยืนยัน…นี่คือสิ่งที่จะต้องตามต่อ
เพราะคดีฮั้วสว.จะชัดหรือไม่ชัด สุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ว่าใครด้านกว่ากัน หรือใครแถเก่งกว่ากัน!


